THIS IS MY FIRST: BMW 530i E39…The Best 5 Series Ever Made (?)

ค่ำวันหนึ่งในปี 2000 คุณพ่อของผมกำลังนำจดหมายจากตู้ไปรษณีย์มาไล่ดูว่ามีอะไรส่งมาบ้าง สายตาผมก็เหลือบไปเห็นโปสการ์ดอยู่หนึ่งแผ่น มันถูกส่งมาจากห้างดังย่านชิดลมเพื่อบอกโปรโมชันอะไรสักอย่าง ซึ่งผมก็จำรายละเอียดไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือรูปรถ BMW 523i E39 มูลค่า 2.99 ล้านบาทบนนั้น จะว่าเป็นรักแรกพบไหม? ก็ไม่แน่ใจ แต่หลังจากวันนั้นมา BMW ซีรีส์ 5 E39 ก็เป็นรถที่ผมต้องเหลียวมองทุกครั้งที่ได้เจอบนท้องถนน และพอมาถึงรุ่น LCI ที่ใช้ไฟวงแหวน (Angel’s eyes) รุ่นแรกของ BMW มันก็ยิ่งดูน่ามองเข้าไปใหญ่

ผมเชื่อว่าคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม จะเคยผ่านยุคที่ BMW เป็นรถที่สวยเซ็กซี่ที่สุดในราวปี 2000s ต้นๆ ทั้ง ซีรีส์ 3 E46 LCI ที่เปลี่ยนไฟหน้าเป็นตาเหยี่ยว หรือ ซีรีส์ 5 E39 LCI ที่แบ่งรุ่นย่อยเป็น Sport, Comfort และ Executives ที่ใช้ไฟหน้า Angel’s eyes หรือแม้แต่ ซีรีส์ 7 E38 สุดหล่อมาดเนี้ยบคู่กาย James Bond ภาค Tomorrow Never Dies ที่ดีไซน์ยังสวยอมตะข้ามกาลเวลามาจนถึงตอนนี้ เรียกว่าจะออกรุ่นไหนมาก็ปังไปทุกรุ่นด้วยงานดีไซน์ที่กลมกล่อมแต่เฉียบขาดราวกับมีดทาเนยที่ไร้อันตรายแต่สามารถตัดเนยแข็งๆ จากตู้เย็นได้คมกริบ

แต่มีรุ่งแล้วก็ย่อมมีร่วง ซึ่งคนที่มาพา BMW ให้เป็นไปตามวัฏจักรชีวิตนั้นก็คือ Chris Bangle ที่ถล่มแบรนด์ BMW ด้วย ซีรีส์ 7 E65 ซีรีส์ 5 E60 และซีรีส์ 3 E90 ดีไซน์แหวกแนวล้ำยุคจนได้ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ (ซึ่งหารู้ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะมาซ้ำรอยในอีก 20 ปีต่อมา.. และที่ซ้ำร้ายคือทั้ง E65, E60 และ E90 เพิ่งจะเริ่มมาดูสวยทันสมัยเอาก็ในตอนนี้) นอกจากงานดีไซน์ Flame surfacing ที่ทำเอาแฟน BMW ทั่วโลกต้องกุมขมับราวกับมีไฟสุมอกแล้ว การที่พวกมันเปลี่ยนอินเตอร์เฟซภายในมากมายไปเป็นอิเลกทรอนิกส์จ๋าก็ทำให้รถ BMW พวกนี้ดูเหมือนกับรถที่หลุดมาจากคนละค่ายกับ BMW เจนเนอเรชันก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง เหล่า E46, E39, E38 จึงเปรียบเสมือน BMW ที่ยึดถือปรัชญา Ultimate Driving Machine ที่มีเครื่องยนต์กลไกและงานวิศวกรรมเป็นจุดเด่นและมีการขับขี่ที่หนักแน่นแต่คมกริบเป็นยุคสุดท้าย

นั่นน่าจะเป็นสาเหตุนึงที่ ซีรีส์ 5 E39 ถูกเรียก The Best 5 Series Ever Made… โดยสื่อมวลชนระดับประเทศและแฟน BMW ทั่วโลก ซึ่งมันก็คงไม่ได้แปลกอะไรถ้าหากคำนั้นจะจบลงเมื่อ ซีรีส์ 5 F10 คลอดออกมาทดแทน E60 แต่นี่เรากำลังอยู่ในปี 2021 ซึ่งก็ปาเข้าไปเกือบ 20 ปี นับจากวันที่ BMW เปิดตัว E39 แล้ว มันก็ยังคงถูกเรียกแบบนั้นอย่างไม่มีแนวโน้มจะเลิกรากันไปง่ายๆ แต่มันจะเป็นไปได้รึที่สองทศวรรษที่ผ่านมาบีเอ็มดับเบิลยูไม่ได้ทำ ซีรีส์ 5 ของพวกเขาให้ดีขึ้นเลย?

ในใจลึกๆ ผมก็เชื่อแหละว่ามันเป็นอย่างนั้น เพียงแต่อาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ ถึงแม้ว่าสมรรถนะของ E39 บนกระดาษจะแพ้ซีรีส์ 5 รุ่นใหม่อย่างราบคาบ แต่จิตวิญญาณคือสิ่งที่ยากที่จะมีอะไรมาทดแทนกันได้ และมันก็ไม่ได้มีดัชนีมาวัดว่ารถรุ่นนี้มีจิตวิญญาณระดับ 3.8 ส่วนคันนั้นเป็นระดับ 4.2 อะไรแบบนั้นด้วย ประสบการณ์ที่ผมเคยขับ 523i E39 เทียบกับ E200 Kompressor W211 และ Saab 9-5 turbo สั้นๆ ทำให้ผมคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างที่พิเศษสำหรับ E39 และนั่นก็ค้างคาอยู่ในใจผมมาตลอด 20 ปีนี้ และวันนี้ผมก็จะต้องคลายปมนั้นให้ได้ซะที…วันที่บีเอ็มดับเบิลยูคันแรกในชีวิตผมคือ BMW 530i Sport E39 ซึ่งวินาทีแรกที่ผมรับรถและขึ้นทางด่วนกลับบ้านนั้น ประโยคเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวผมก็คือ “มันดีที่สุดจริงเหรอ (วะ)”…

เอาล่ะ…ผมขอพักเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน แล้วมาพูดถึงตัวรถคันที่ผมได้มากันสักหน่อย มันเป็น 530i Sport ปี 2004 สีดำแท้ๆ (ที่ไม่ใช่การนำ 523i มาสลับของ 530i จากเซียงกงใส่ลงไปทั้งคัน) วิ่งมาแล้วประมาณ 130,000 กิโลเมตร เครื่องยนต์หกสูบเรียง 3.0 ลิตร รหัส M54B30A 218 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ ZF 5 จังหวะ และจากการค้นประวัติบนอินเตอร์เน็ตก็พบว่ามันเคยโด่งดังอยู่ในคลับคนรักบีเอ็มดับเบิลยูขนาดใหญ่ที่แสนจะรุ่งเรืองในอดีต ตัวรถถูกแต่งเป็น AC Schnitzer ACS5 คอมพลีทคาร์แท้ทุกชิ้นมาตั้งแต่เจ้าของมือแรก ทั้งสปอยเลอร์หน้าแยกซ้ายขวาคาร์บอนไฟเบอร์ ตะแกรงช่องดักลมกลางลายสี่เหลี่ยมจัตุรัส สเกิร์ตข้าง แก๊บบังแดดกระจกหลัง สปอยเลอร์หลัง และดิฟฟิวเซอร์ที่ยื่นลงมาจากตัวรถ แม้แต่สติ๊กเกอร์คาดเส้นคู่เอกลักษณ์ของ AC Schnitzer ตั้งแต่หน้าจรดหลังก็ยังเป็นของแท้ ส่วนล้อนั้นในอดีตเคยเป็น AC Schnitzer Type III Racing 19 นิ้ว และ Type II Racing 19 นิ้วมาแล้ว แต่ในปัจจุบันเป็น AC Schnitzer Type III 18 นิ้ว ซึ่งผมว่ามันก็ลงตัวและสบายกระเป๋าเวลาเปลี่ยนยางดี ส่วนภายในก็มีทั้งแป้นเหยียบ ด้ามเบรกมือที่เป็นของ AC Schnitzer ครบขนาดที่ว่าสติ๊กเกอร์บอกลมยางบนเสา B ฝั่งคนขับยังมีสติ๊กเกอร์ AC คู่กันไว้อีกแผ่น อย่างเดียวที่ไม่ใช่ AC Schnitzer ท่าทางจะเป็นชุดท่อไอเสีย Eisenmann 4x76mm Straight Cut Tips ก็เท่านั้น

อันที่จริงมันยังมีของแต่งระดับโหด (อ่านว่า “ราคา”) อีกเพียบ แต่เจ้าของคนถัดมาได่ถอดของเหล่านั้นออกไปและใส่ของสแตนดาร์ดกลับเข้ามาบ้าง ซึ่งจะว่าไปมันก็ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ผมวางไว้พอดี เพราะผมอยากได้รถที่ดูเดิมและเนี้ยบมากกว่า ดังนั้นชุดแต่งที่มันดูอลังการหรือโหดเถื่อนมาก ต่อให้ใส่มากับรถก็คงมาถอดออกทีหลังอยู่ดีนั่นแหละ ปัญหาก็คืออะไหล่บางชิ้นเป็นของจากเซียงกงที่สภาพผ่านการใช้งานมาแล้ว มันจึงต้องมีเรื่องให้บูรณะกันมากหน่อย โดยเฉพาะภายในห้องโดยสารและรายละเอียดจุกจิกต่างๆ

หลายอย่างในรถเป็นสัญญาณบอกว่าเจ้าของคนก่อนๆ เป็นคนที่รักและยอมลงทุนกับรถ ทั้งการใช้ของตกแต่งแท้ทั้งหมด การจอดในร่มตลอดเวลาเพราะคอนโซลหน้าไม่มีคราบเหนียวหรือปุ่มละลาย หรืออย่างกล้องมองหลังที่สิบกว่าปีก่อนยังไม่ฮิตก็ยังมีติดตั้งมาในรถคันนี้ โดยลงทุนสอดกล้องสอดเข้าไปอยู่ตำแหน่งแทนรูกุญแจเดิมที่ฝาท้ายไว้อย่างแนบเนียนด้วย จากการทดลองขับก่อนวางเงินจองพบว่าช่วงล่างเงียบสนิทไม่มีเสียงกุกกักให้ได้ยิน เครื่องตวัดรอบได้ลื่นไหลและเร่งได้อย่างกระฉับกระเฉง เสียงแน่นทุ้มกังวาลตั้งแต่วินาทีแรกที่สตาร์ทจนกระทั่งรอบเดินเบาอย่างที่ทำให้ผมและคุณแพนเข่าอ่อนตอนได้ยินมันครั้งแรกได้ น้ำมันเกียร์ถูกเปลี่ยนทุก 1 หมื่นกิโลเมตร เพราะถูกซื้อมาเก็บมากกว่าวิ่งใช้งาน อย่างน้อยก็วางใจได้ว่าเรื่องเครื่องยนต์กลไกมันถูกดูแล “ถึง” พอสมควร และคงไม่มีอะไรให้ต้องเสียเงินก้อนโต (หวังว่า..) ถ้าผมไม่เป็นเล่นพิเรนทร์อะไรกับมัน

เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำหรับผมจึงชัดเจนว่าคือการ Restore มันให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ให้ได้ 100% ผมเริ่มเขียนบทความนี้หลังจากอยู่กับ E39 มาด้วยกันสัก 6 เดือน และขับมันไปได้สักประมาณ 2,000 กิโลเมตร เพื่อที่จะได้สรุปรายการและโปรเจคท์ต่างๆ ที่ต้องทำ พร้อมกับจัดเรียงลำดับความสำคัญได้ สำหรับ EP.1 นี้ เราลองมาดูกันครับว่าการได้ E39 มาสักคัน คุณอาจจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เริ่มจากอาการประจำรุ่นกันก่อน…

  1. ขาตั้งระดับไฟหน้าหัก ทำให้ปรับสูงต่ำไม่ได้ (เป็นทุกคัน)
  2. กระจกสองชั้นคู่หน้ามีราขึ้นแทรกอยู่ตรงกลาง (เจอแทบทุกคัน)
  3. ยางขอบกระจกและหน้าต่างกรอบแตก โดยเฉพาะยางแผงจิ้งหรีดซึ่งทำให้น้ำลงไปขังและท่วม ECU ได้! (เจอแทบทุกคัน)
  4. แอร์ถูกตัดฮีทเตอร์ทิ้งไป (เจอในหลายคัน) ส่วนหน้าจอดิจิตอลของแอร์ก็ดูเหมือนโดนความร้อนจนผิวกร้านและร้าว
  5. ระบบฉีดน้ำกระจกหน้าและไฟหน้าไม่ทำงาน (เจอในหลายคัน)

ส่วนรายการอื่นๆ นั้นก็มีเช่น น้ำในถังพักหาย แป้นแตรไม่อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางและกดลำบาก แป้นบอกตำแหน่งเกียร์สัญลักษณ์ +/- สลับข้าง (E39 มีเกียร์สามแบบ รุ่น Vanos เดี่ยวจะเป็นเกียร์รางตรงดึงจากบนลงล่าง ไม่มี Tiptronic รุ่น Vanos คู่แรกๆ จะเป็นเกียร์ Tiptronic แบบดันขึ้น + ดึงลง – ส่วนรุ่น Vanos คู่รุ่นสุดท้ายจะเป็นเกียร์ Tiptronic ที่ดันขึ้น – ดึงลง + ซึ่งผมคุ้นเคยกว่า) และเครื่องเสียงจะต้องกลับไปเป็นของสแตนดาร์ดทั้งหมด เพื่อให้สามารถใช้ฟังก์ชัน BC ได้ (E39 ใครที่เปลี่ยนวิทยุแล้วไม่ติดตั้งโมดูล iBus controller เข้าไป จะทำให้รีเซ็ทอัตราสิ้นเปลือง รีเซ็ทความเร็วเฉลี่ย ตั้งนาฬิกา วันที่และเวลา ฟังก์ชัน Stopwatch ฟังก์ชันจำกัดความเร็ว ซึ่งต้องตั้งค่าผ่านปุ่ม BC ไม่ได้)

ระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้รับ Set Zero ไปบ้างแล้ว เช่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หัวเทียน กรองอากาศ กรองแอร์ และเช็คสภาพเครื่องยนต์กับช่วงล่างโดยรวม

So The Best 5 Series?

หลังจากห่าง E39 มาเกือบ 20 ปี ความรู้สึกแรกหลังจากได้ขับ E39 ของตัวเองกลับบ้านในครั้งแรกก็คือ มันยังมีจิตวิญญาณที่รู้สึกพิเศษอยู่ ช่วงล่างโหลดเตี้ย (สปริง Eibach) ยังคงซับแรงกระเทือนและนุ่มนวลจนรถรุ่นใหม่ๆ ต้องอาย แต่กลับมั่นใจได้มากในโค้ง เสียงเครื่องยนต์บล็อค M หกสูบเรียงอันเลื่องชื่อของ BMW ที่เมื่อลากรอบไปแถว 5,000 จะโหยหวนและกังวาล ราวกับเสียงคำรามของช้างแมมมอธกลางถ้ำน้ำแข็ง และม้าทั้ง 218 ตัว ที่ทำให้มันยังกระฉับกระเฉงได้ไม่เคอะเขินรถรุ่นใหม่ กับออพชันที่ยังมีมากกว่ารถ C-segment ในยุคนี้ ทั้งเบาะปรับไฟฟ้าเมมโมรี่ 3 ตำแหน่ง พวงมาลัยปรับไฟฟ้า แอร์อัตโนมัติ 2 โซน แอร์แบ็ค 10 ใบ ระบบควบคุมการทรงตัว DSC และอีกเพียบ

กระนั้นก็เหมือนกับที่ผมพูดไว้ตอนต้นของบทความนี้ ถ้ามองกันที่ตัวเลขอย่างเดียว ผมคงจะไม่กล้าไปพูดกับใครในปี 2021 ว่าE39 คือ The Best 5 Series Ever Made ด้วยพละกำลัง เทคโนโลยี และเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่คุณก็คงรู้ว่า BMW ยุคใหม่ๆ มันพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน ถ้านึกไม่ออกลองสังเกตพวกรถยุโรปใหม่ๆ ตอนทะยานออกจากด่านจ่ายเงินทางด่วนดูก็ได้ครับ แต่ถ้าคุณมองมันลงไปถึงจิตวิญญาณและอายุอานามของมัน คุณจะเริ่มเข้าใจว่านี่คือรถที่ BMW ทุ่มเทตั้งใจทำมันมากเมื่อยี่สิบปีก่อน ซึ่งสำหรับผมแล้วความตั้งใจนั่นต่างหากคือสิ่งที่ทำให้รถคันนึงมีเสน่ห์และคุณค่า

ซีรีส์ 5 E39 คือรถที่ Over-engineered ในยุคสมัยของมัน เหมือนกับที่ W124 เป็นสำหรับเมอร์เซเดสเบนซ์ ทั้งการเปลี่ยนวัสดุช่วงล่างเป็นอะลูมิเนียมทุกชิ้นที่เบาหวิว ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ E39 มีช่วงล่างที่นุ่มนวลในความเร็วต่ำ แต่มั่นอกมั่นใจอย่างเหลือเชื่อแม้จะวิ่งอยู่ระดับเกือบ 200 กม./ชม. ตามรถยุโรปรุ่นเหลนที่กำลังสนุกบนทางด่วน มันเหมือนกับโดน Textbook เรื่องวิศวกรรมยานยนต์ที่พร่ำสอนความสำคัญของน้ำหนักใต้สปริงหรือ Unsprung weight ที่มีต่ออาการช่วงล่างของรถฟาดเข้าที่หน้าอย่างจัง จะพูดก็พูดเถอะว่าผมชอบช่วงล่างของ E39 มากกว่า BMW 320d Sport G20 ด้วยซ้ำ แล้วต้องอย่าลืมว่านี่คือโช้คอัพและสปริงแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้มีมนต์วิเศษของระบบไฟฟ้าหรือวาล์ว 2-stage มาช่วยแต่อย่างใด

E39 ยังเป็น ซีรีส์ 5 ที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่าง E34 ที่ใช้กลไกเป็นหลัก มาสู่ยุคที่เทคโนโลยีด้านอิเลกทรอนิกส์ได้เข้ามามีบทบาทเพื่อความสะดวกสบายมากขึ้น โดยที่ไม่ละทิ้งกลิ่นอาย BMW แบบเดิมไปจนหมดสิ้น E39 เป็น ซีรีส์ 5 รุ่นแรกที่เปลี่ยนระบบไฟฟ้ามาเป็น CANBUS (BMW เรียกว่า iBus) เพื่อใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ของรถ แทนการเดินสายไฟจากจุดสู่จุดเชื่อมระโยงระยางกันไปทั้งคัน จึงทำให้สามารถโปรแกรมฟีเจอร์ต่างๆ ลงไปในรถได้เหมือนกับการ Coding BMW ในยุคใหม่ๆ ทำกันจนเป็นเรื่องปกติ แต่ยังไม่ล้ำสมัยจนเกินไปอย่าง E60 ที่ต้องนั่งงม iDrive เป็นชั่วโมงกว่าจะเซ็ทค่าอะไรได้สักอย่างนึง

So..The Best 5 Series Ever Made? สำหรับคุณผู้อ่านผมอยากจะให้ลอง ซีรีส์ 5 E39 ดูสักครั้งเพื่อหาคำตอบให้ตัวคุณเอง แต่สำหรับผมแล้ว คำตอบก็คือ “Yes” เรื่องเดียวที่ผมจะขอก็คือ อย่าได้แห่ไปซื้อ E39 กันหลังจากอ่านบทความนี้จนราคารถและอะไหล่มันแพงเป็นทองเลย เพราะแค่ BMW เมืองนอกขึ้นทะเบียน E39 ว่าเป็น Classic ราคาอะไหล่เบิกศูนย์บางชิ้นก็บวกไปเกือบสามเท่าตัวแล้ว! แล้วพบกันใหม่ใน (การซ่อม) ตอนถัดไปครับ

The following two tabs change content below.
Thanapol Ratanaboon
มนุษย์เงินเดือนผู้คลั่งไคล้ในรถยนต์สมรรถนะยอดเยี่ยม นักแข่งรถสมัครเล่นที่มักจะพบเห็นวิ่งดมฝุ่นอยู่ท้ายสนาม คุณพ่อของลูกสาวที่น่ารัก และหนึ่งในทีมงาน Bimmer-th.com

Comments

comments