รีวิว BMW X4 (F26) xDrive20d M Sport-Last, but not least!

ในการเลือกซื้อรถสักคัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างการใช้อารมณ์ ตัณหา และการบริหารเงินตรากับความเสี่ยง บ่อยครั้งที่เราจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกระหว่างรถรุ่นเก่าที่ใกล้จะหมดอายุการทำตลาด กับการรอรถใหม่สดที่กำลังจะเปิดตัว แม้ว่าคนส่วนมากจะมองว่าการเลือกซื้อรถใหม่คือการลงทุนที่คุ้มกว่าเพราะได้รถที่จะมีความสดไปอีกนาน แต่อันที่จริง รถยนต์ไม่ใช่ปลาหรือเนื้อที่พอข้ามวันไป ความสดจะหาย รสชาติจะเปลี่ยน มันก็ยังเป็นรถที่มีสมรรถนะเทียบเท่ากับวันที่มันเปิดตัว แต่กลไกของการตลาดทำให้ผู้ขายต้องวัดดวงกันด้วยโปรโมชั่นและส่วนลดต่างๆ ทำให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มเข้ามา

ดังนั้น แทนที่จะไปเทียบกับพวกอาหารสด ขอให้คุณนึกถึงร้าน Bakery ตามโรงแรมหรูบางร้าน ซึ่งจะสำรวจปริมาณเค้กที่เหลือในช่วงเย็นของวันและนำออกขายในราคาถูกกว่าปกติ คุณพ่อของผมมักเป็นหนึ่งในบรรดาคนที่ไปต่อคิวรอช่วงเวลาแห่งการเทกระจาดขนมแล้วซื้อกลับบ้านฝากลูกๆเป็นประจำ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ตามที่พ่อเรียนมามันเป็นเรื่องที่คุ้มค่าเพราะจ่ายน้อยลงเกือบครึ่ง ที่สำคัญคือต่อให้ซื้อก่อนห้าโมงเย็น เอากลับมาบ้าน ลูกๆในวัยทำงานก็ไม่มีใครกลับบ้านก่อน 2 ทุ่มอยู่แล้ว และต่อให้อยู่บ้าน พวกเรามักชอบทานของหวานกันหลังมื้อเย็นมากกว่า และถึงไม่ได้ทานเย็นวันนั้น เก็บใส่ตู้เย็นไว้กินวันหลังรสชาติก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้ BMW X4 (F26) จะไม่ได้ลดราคาลงครึ่งหนึ่งแบบเค้กเจ้าประจำของพ่อ แต่ก็ได้ยินว่าส่วนลดมากพอให้คุณเหลือเงินไปแต่งรถด้วยพาร์ทแท้ หรือเอาเงินไปซื้อรถญี่ปุ่นอีกสักคันก็ยังได้ สำหรับผม นั่นก็ถือว่าเยอะและมันช่วยเพิ่มความคุ้มค่าอย่างมหาศาลให้กับตัวรถ ลองคิดดูว่าจ่ายเพิ่มจาก X1 ตัวท้อปหน่อย แต่คุณได้รถที่อุปกรณ์ค่อนข้างครบ ตกแต่งมาอย่างสวยงาม เมื่อคนทั่วไปเห็น เขาก็อาจจะนึกว่าคุณซื้อเจ้า X4 xDrive20d M Sport คันนี้มาในราคาเกือบ 4 ล้านบาท แล้วจะต้องสนอะไรอีก?

สนสิ..ต่อให้โปรโมชั่นต่างๆจะเย้ายวนใจอย่างยิ่งยวด คุณก็ไม่ควรลืมที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่ารถคันนี้เหมาะกับคุณหรือเปล่า เหมือนกับการที่เค้กลดราคา ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องรีบกวาดซื้อโดยที่ไม่ฉุกคิดก่อนว่าเค้กรสนั้นเป็นรสที่คุณกับคนที่บ้านชื่นชอบหรือไม่ ลองอ่านรีวิวอย่างสั้นๆต่อไปนี้ น่าจะช่วยตอบคำถามข้อนั้นได้ครับ

X6 ย่อส่วน เข้มเต็มขั้นจากโรงงาน

รถทดสอบของเราเป็นสี Black Sapphire Metallic ซึ่งแม้อาจจะไม่ยั่วสายตาเท่าสีแดงสด แต่ก็เป็นสีที่สร้างความภูมิใจให้เจ้าของรถได้มากที่สุดหลังจากขัดเคลือบสีเสร็จ (จากจุดนั้นไปก็แล้วแต่บุญแต่กรรม) มีชุดแต่ง M Sport Package ทั้งกันชนหน้า/หลังและสเกิร์ตข้าง ล้ออัลลอยมีขนาดโตถึง 20 นิ้ว เป็นลาย BMW M Double Spoke 310 ที่เรียกได้ว่ามาเดิมๆก็ดูเก๋อยู่แล้วไม่ต้องไปเสียเงินหาเรื่องเปลี่ยนแต่อย่างใด นอกจากนี้ ไฟหน้าของ X4 คันนี้ ยังเป็นแบบ Adaptive LED ที่สามารถปรับทิศทางการส่องของไฟหน้าตามการหักเลี้ยวของพวงมาลัย และมีระบบไฟสูงอัตโนมัติ (Highbeam Assist) มาให้ เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบขับทางไกลตอนกลางคืน

ส่วนขนาดมิติตัวถังของ X4 (F26) นั้น มีความยาว 4,671 มิลลิเมตร กว้่าง 1,881 มิลลิเมตร สูง 1,624 มิลลิเมตร อยู่บนฐานล้อที่มีความยาว 2,810 มิลลิเมตร โดยสรุปแล้ว ลำตัวของมันจะยาวกว่า X3 รุ่นที่แล้ว 14 มิลลิเมตร (ดูรูปทรงแล้วจะไม่คิดเลยว่า X3 ตัวสั้นกว่า) แต่ด้วยการออกแบบที่เน้นความเป็น Sports Activity Coupe ซึ่งต้องมีเส้นแนวหลังคาลาดโค้งเซ็กซี่ ทำให้ตัวรถเตี้ยกว่า X3 ถึง 36 มิลลิเมตร และผลของการออกแบบหลังคาที่เตี้ยลงนี้ก็ทำให้ตำแหน่งเบาะคนนั่งถูกเขยิบให้ต่ำลงกว่า X3 (ต่ำลง 20 มิลลิเมตรสำหรับเบาะคู่หน้า และ 28 มิลลิเมตรสำหรับเบาะคู่หลัง)

แต่เห็นตัวเตี้ยลงกว่า X3 ก็อย่านึกว่า BMW ไม่สนเรื่องประสิทธิภาพการลุย เพราะระยะห่างจากพื้นถนนถึงจุดต่ำสุดของตัวรถก็ยังอยู่ที่ 205 มิลลิเมตรเท่ากัน หมายความว่าคุณจะมีความได้เปรียบ 75 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับรถเก๋งทั่วไปเวลาลุยน้ำ และเตี้ยกว่ารถปิคอัพญี่ปุ่นเวอร์ชั่นยกสูงบางรุ่นแค่ 10-20 มิลลิเมตร ดังนั้นจึงพอคาดหวังได้กับการวิ่งแบบกึ่งออฟโรด ขับเข้าไปตรวจไร่ในจังหวัดห่างไกลบนถนนที่เป็นลูกรังและหลุมปุ่มป่ำ หรือกระทั่งเผชิญอุทกภัยขนาดย่อมกลางเมืองเมื่อน้ำท่วมสุขุมวิท

สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้ X4 หลายคนชอบคือสัดส่วนของรถที่หากวิ่งผ่านไวๆแล้ว หลายคนที่ไม่ได้เป็นนักเลงรถจะสับสนระหว่าง X6 กับ X4 เนื่องด้วยหน้าตารถที่โค้งมนเหมือนกัน แนวเส้นหลังคาลักษณะคล้ายกัน และมีภาพลักษณ์ที่ดูใหญ่บึกเต็มถนนเหมือนกัน แต่หน้าตาของ X4 ที่เกรี้ยวกราดหาเรื่องน้อยกว่า X6 กับขนาดตัวที่ไม่โตมากนัก ทำให้มันเป็นที่ชื่นชอบของสาวก BMW ที่เป็นสุภาพสตรีด้วยเช่นกัน

ภายใน ไม่ล้ำอลังการ แต่ครบและใช้งานง่าย

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบใน X4 ก็คือความสูงของเบาะที่กำลังพอดีสำหรับการเข้าออกที่ง่ายดาย (เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก) การเข้าออกจากตัวรถก็ทำได้ง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่ ผมนั้นเป็นมนุษย์ที่ใส่เสื้อขนาด 5XL ตัวสูง 183 เซนติเมตร แต่ก็ไม่มีปัญหากับการเข้าออกรถคันนี้นอกจากต้องก้มหัวหลบเสาหลังคาที่เตี้ยและลาดลงมามากเมื่อเทียบกับ X3

มาดูกันที่ด้านหน้าก่อน รถสเป็ค M Sport นี้มาพร้อมกับเบาะนั่งแบบสปอร์ต หุ้มด้วยหนัง Nevada ซึ่งในรถคันสีดำของเรา จะได้เบาะและวัสดุบุภายในสีกาแฟ Mocca ซึ่งทำให้ห้องโดยสารไม่ดูเป็นโมโนโทนน่าเบื่อ แต่ก็ไม่ใช่สีที่อ่อนเกินจะดูเลอะเทอะสกปรกง่าย เบาะนั่งปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบ Memory 2 ตำแหน่งที่ด้านคนขับ ตัวเบาะได้หลายทิศทาง รวมถึงปรับความสูงต่ำของเบาะรองนั่ง ปรับองศาการเทหน้า/หลัง และแน่นอนว่าปรับส่วนรองน่องด้วยมือได้ตามประเพณีของเบาะ M Sport แถมยังสามารถปรับการบีบของปีกข้างให้รองรับสบายทั้งคนตัวผอมและอ้วน พวงมาลัยก็สามารถปรับได้ทั้งก้ม/เงยและเข้า/ออก

นี่ล่ะครับคือจุดเด่นของ BMW พวกเขาตระหนักดีว่าการขับขี่ที่สนุก มันต้องเริ่มต้นด้วยการทำให้คนขับได้นั่งในตำแหน่งที่เขาหรือเธอสามารถควบคุมรถได้ถนัดที่สุดโดยไม่สร้างอาการเมื่อยล้าเมื่อต้องขับทางไกล สังเกตดูครับ คนที่มีธุรกิจต่างจังหวัดแล้วชอบขับรถเอง 500-600 กิโลเมตรมักจะชอบใช้รถของ BMW กันทั้งนั้น

ส่วนเบาะหลังนั้นมีขนาดค่อนข้างโต แถมยังแบ่งพับ 40:20:40 ได้เพื่อเพิ่มความอเนกประสงค์ในการขนสินค้าหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ช้อปมาจาก IKEA แต่ถ้าจะคาดหวังความสบายแบบเดียวกับ X3 ก็คงต้องบอกให้ทำใจเผื่อไว้บ้าง เพราะการที่ X4 เน้นความสปอร์ต มีแนวหลังคาที่ลาดกว่าและเตี้ยกว่า X3 มาก ทำให้ตัวเบาะรองนั่งต้องถูกกดให้ต่ำลงกว่าปกติ ดังนั้น ถ้าคุณตัวสูงระดับ 6 ฟุต (180 เซนติเมตร) ก็จะพบว่ามันไม่ใช่ที่สำหรับคุณ เบาะที่ต่ำทำให้ต้องนั่งแบบก้นต่ำ เข่าชี้สูง เวลานั่งนานเกินชั่วโมงอาจก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้า นี่ยังดีที่พื้นที่เหยียดขาในแนวยาวใกล้เคียงกับ X3 จึงยังพอขยับขาเปลี่ยนอิริยาบถได้บ้าง ส่วนพื้นที่เหนือศีรษะก็ค่อนข้างน้อย เวลาพิงหัวลงไป คุณอาจจะเจอส่วนพลาสติกหุ้มผ้าบุหลังคาด้านบนที่ย้อยลงมามากกว่าที่จะพิงไปบนหมอนรองศีรษะ

อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็ก สตรี หรือคนทั่วไปที่ความสูงไม่เกิน 160 เซนติเมตร คุณน่าจะเอ็นจอยไปกับตัวเบาะที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป มีตำแหน่งที่เท้าแขนออกแบบมาเหมาะสม เย็นสบายสู้แดดด้วยช่องลมแอร์สำหรับคนนั่งหลังและปลอดภัยด้วยการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยมาให้สำหรับผู้โดยสาร 3 ท่าน

บรรยากาศภายในห้องโดยสาร อาจจะดูไม่อลังการงานสร้างแบบ BMW รุ่นใหม่ๆที่เริ่มใช้วัสดุสีเงินที่สวิตช์แบบซีรีส์ 7 รวมถึงลักษณะของแดชบอร์ดที่ตั้งป้านและติดตั้งจอกลางไว้ในระนาบเดียวกับหน้าปัด ไม่ได้ยกตัวขึ้นแยกเป็นเอกเทศแบบรถรุ่นหลังปี 2015 เป็นต้นมา ไฟตกแต่งภายในช่วงค่ำคืน (Ambient Lighting) นั้นก็มีแค่ตรงส่วนล่างของคอนโซลกลาง และมีแสงเรืองร้องน้อยๆหิ่งห้อยเห็นแล้วขำอยู่ที่ช่องเก็บของประตู และมีให้เลือกแค่สีขาวกับส้มอมแดง ซึ่งซีรีส์ 3 F30 330e M Sport ก็มีแค่ 2 สีเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม X4 ก็ยังเป็นรถระดับพรีเมียม ซึ่งแน่นอนว่าในด้านคุณภาพวัสดุ ก็ไม่ได้เป็นรองรถรุ่นใหม่เลย สัมผัสต่างๆบนแดชบอร์ด กลไกปุ่มกดต่างๆ และหนังที่ใช้หุ้มเบาะกับพวงมาลัย ยังทำให้คุณรับรู้ได้ว่านี่คือภายในของรถราคาหลายล้าน สมกับเงินที่คุณจ่าย โทนสีเข้มของห้องโดยสารและเบาะ ตัดด้วยวัสดุตกแต่งสีเงิน Fine Aluminium Brush ทำให้ดูไม่น่าเบื่อเกินไป

ตำแหน่งการขับขี่ ปรับรับกับร่างกายที่แตกต่างของผู้ขับแต่ละคนได้สบาย นอกจากจะมีเบาะนั่งที่ปรับได้หลากทิศหลายทางแล้ว พวงมาลัยก็สามารถปรับก้ม/เงย และเข้า/ออกได้ แม้ว่าจะเป็นพวงมาลัยปรับด้วยมือก็ตาม การจัดวางสวิตช์ต่างๆเป็นไปตามสไตล์ BMW ยุคใหม่ เริ่มจากชุดสวิตช์กระจกไฟฟ้าบนแผงประตู ส่วนสวิตช์ไฟหน้านั้นจะอยู่ที่ด้านใต้ช่องแอร์ขวา ซึ่งจะเป็นปุ่มหมุน X4 M Sport คันนี้มีอุปกรณ์ความปลอดภัยเพิ่มมา เป็นไฟสูงแบบอัตโนมัติ (Auto High-Beam) ซึ่งจะแยกสวิตช์สำหรับเปิด/ปิดระบบมาอยู่ที่ปลายก้านไฟเลี้ยว ใต้ปุ่ม BC ที่เอาไว้กดเปลี่ยนการแสดงผลของหน้าจอ MID

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน M Sport แท้ ไม่ใช่เอาพวงมาลัยรุ่นธรรมดามาแปะโลโก้ M เฉยๆ แน่นอนว่ามาพร้อมกับแป้นเปลี่ยนเกียร์ (Paddle shift) หลังพวงมาลัยที่ให้ความรู้สึกหนักแน่นต้านมือกำลังเหมาะ ปุ่มสตาร์ทอยู่บนแดชบอร์ดเหนือหัวเข่าซ้าย เครื่องปรับอากาศเป็นแบบ Dual-zone Climate Control ซึ่งสามารถปรับอุณหภูมิให้แตกต่างกันระหว่างซีกซ้ายและขวา มีปุ่ม SYNC ให้กดในกรณีที่ต้องการสมัครสมานสามัคคีรับความเย็นระดับเดียวกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งสะดวกกว่าซีรีส์ 3 ที่ต้องเอามือปรับปุ่มอุณหภูมิ 2 ข้างให้เท่ากันเอาเอง

ด้วยความที่เป็นรถที่มีอายุโมเดลค่อนข้างนานมาแล้ว ทำให้ X4 M Sport คันนี้ยังขาดลูกเล่นแบบ BMW รุ่นใหม่ เช่นจอกลางแบบ Touchscreen และระบบ Gesture Control รวมถึงกุญแจแบบ Display Key แต่ลองคิดดูอีกที ถ้าคุณโอเคกับอุปกรณ์ติดรถที่เทียบเท่าซีรีส์ 3 (และมากกว่านิดหน่อย) ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร อย่าลืมว่าราคาซื้อขายหลังไมค์ของ X4 ในขณะนี้ถูกกว่า 520d หรือ X3 อยู่โข ดังนั้นในแง่ความคุ้มค่าจึงดูสมเหตุสมผลขึ้น

หน้าปัดเป็นแบบมาตรฐานของ BMW โดยมีส่วนที่เป็นจอ Multi-Information Display ขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง กินบริเวณไปทางขวา ซึ่งสามารถแสดงค่าได้หลายอย่างโดยกดปุ่ม BC ที่ปลายก้านไฟเลี้ยวซ้าย และมีมิเตอร์แสดงการทำงานของระบบชาร์จไฟกลับ (Efficient Dynamics Meter) ที่ตอนล่างของเข็มวัดรอบ

ในตอนกลางวัน หน้าปัดจะเรืองแสงตัวเลขเป็นสีขาว ทำให้มี Contrast จัด อ่านง่ายแม้จะมีแสงส่องย้อนเข้ามา ส่วนในเวลากลางคืน แสงไฟหลังตัวเลขก็จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ซึ่ง BMW ใช้ไฟหน้าปัดสีีนี้มานานกว่า 3 ทศวรรษ เพราะวิจัยมาแล้วว่าเป็นสีที่ดีต่อสายตาในยามค่ำ สังเกตการขยับตัวของเข็มและอ่านค่าต่างๆได้ง่าย นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมหลงใหลในหน้าปัดของ BMW มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ทว่าน่าเสียดายที่ในยุคสมัยแห่งสมาร์ทโฟน ลูกค้าต่างก็เรียกหาหน้าปัดที่ดูล้ำยุคแสนกลมากขึ้น ความเรียบง่ายในการออกแบบที่ใช้งานได้จริงก็คงมีใน X4 เจนเนอเรชั่นนี้เป็นตัวสุดท้ายแล้วสำหรับตลาดประเทศไทย

จอกลาง 8.8 นิ้ว เครื่องเสียง BMW Hi-Fi พร้อมเครื่องเล่น DVD (Zone3) และช่องเสียบ USB แผนที่นำทางรุ่น Professional พร้อมกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆผ่านปุ่มหมุน iDrive แบบ Touch-controller ที่อยู่ตรงคอนโซลกลางข้างคันเกียร์ ระบบเครื่องเสียง BMW Hi-Fi ให้คุณภาพเสียงที่ดีพอประมาณ เหมาะสำหรับการฟังเพลง Pop และ Jazz ที่มีเบสปานกลาง มีมิติเสียงดีพอประมาณโดยถ้าหากคุณไม่ใช่นักฟังหูทองคำ ก็ไม่จำเป็นต้องไปปรับเสริมเพิ่มแต่ประการใด

และแน่นอน ตามประเพณีของการเป็นรถตระกูล X ชุดมาตรวัด Technology in Action จึงมีจอสำหรับการ “ลุย” มาให้เห็นทั้งองศาการไต่และองศาการเอียงของบอดี้รถ และเข็มทิศ ไม่ใช่ว่าเจ้าของ X4 ทุกคนจะได้ใช้ แต่ไหนๆกลไกและข้าวของทุกอย่างก็ใช้ร่วมกับ X3 แล้วจะไปตัดออกให้ลูกค้าสรรเสริญเพื่อการใด?

ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถมีความจุ 500 ลิตร ซึ่งใหญ่พอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ หรือขนาดค่อนข้างใหญ่วางตั้งเรียงกัน 3-4 ใบ ซึ่งถ้าหากไม่พอ ก็สามารถพับเบาะหลังลงแล้วจะได้พื้นที่เพิ่มเป็น 1,400 ลิตร  ซึ่งแน่นอนว่าเหลือพอ และมีความจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดานักกอล์ฟที่ชอบใช้ถุงกอล์ฟแบบทรงสูง ซึ่งอาจจะมีปัญหากับการยัดเข้าท้าย X4 ในแนวขวางอยู่บ้าง การเปิดท้ายก็ง่ายด้วยระบบเปิดฝากระโปรงหลังซึ่งเป็นแบบไฟฟ้า

พลังขับเคลื่อน ดีเซลบล็อคเล็ก แต่อย่าเพิ่งดูถูก!

เครื่องยนต์ของ BMW X4 xDrive20d M Sport เป็นแบบดีเซล TwinPower Turbo สี่สูบ 2.0 ลิตร รหัส B47D20A เทอร์โบชาร์จแบบแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ความจุกระบอกสูบ 1,995 ซี.ซี. ขนาดปากกระบอกสูบ x ช่วงชัก เท่ากับ 84.0 x 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.5 : 1 มีพละกำลัง 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที กับแรงบิด 400 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที โดยรถสเป็คไทย ได้รับการปรับจูนให้แตกต่างจากยุโรป โดยลดมาตรฐานมลภาวะเหลือ EURO4-5 ให้เหมาะกับคุณภาพน้ำมันในประเทศไทย ปล่อยก๊าซ CO2 ตาม EcoSticker ระบุไว้ที่ 149 กรัม/กิโลเมตร

ระบบส่งกำลัง เป็นเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ ที่ใช้อย่างแพร่หลายใน BMW เกือบทุกรุ่น โดยมีอัตราทดเกียร์เท่ากันหมดตั้งแต่ X4 xDrive20d, 20i ไปจนถึง 35d และ 35i โดยจะต่างกันก็แค่อัตราทดเฟืองท้ายเท่านั้น ข้อมูลอัตราทดเกียร์มีดังนี้ครับ

  • เกียร์ 1 – 4.714
  • เกียร์ 2 – 3.143
  • เกียร์ 3 – 2.106
  • เกียร์ 4 – 1.667
  • เกียร์ 5 – 1.285
  • เกียร์ 6 – 1.000
  • เกียร์ 7 – 0.839
  • เกียร์ 8 – 0.667
  • เกียร์ถอยหลัง 3.295 และอัตราทดเฟืองท้าย 3.077

การทำงานประสานกันอย่างลงตัวระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์ ช่วยให้ X4 xDrive20d ที่มีน้ำหนักตัวมากถึง 1,815 กิโลกรัม สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด เมื่อกระแทกคันเร่งเรียกกำลังแบบ 100% X4 สามารถทะยานจากจุดหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาราว 9.8 วินาที และมีพลังเร่งแซงจาก 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงให้จบภายใน 7.9 วินาที หรือหากกดโหมดการทำงานเป็นแบบ Sport แล้วตบคันเกียร์ไปไว้ที่ตำแหน่ง S ก็จะช่วยลดเวลาลงมาเหลือประมาณ 7.5 วินาที

ทั้งหมดนี้ คือการทดสอบบนถนนไทย ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไทย และอากาศยามกลางวันแสกๆแบบไทยๆที่ร้อนระอุ 38 องศาเซลเซียส และยังสามารถทะยานข้าม 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างง่ายดาย หากรอให้อากาศเย็นลงและรถน้อยมากในยามค่ำคืน X4 เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรดีเซลกับล้อและยางวงโตกว่าซูเปอร์คาร์ก็ยังสามารถไต่ไปแตะ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ แม้ว่าช่วงหลังจาก 185 ไปจะเข็มจะเริ่มไต่ช้าลงบ้างแล้วก็ตาม

ในการขับขี่ทั่วไป คุณไม่จำเป็นต้องกดคันเร่งหนักๆ รถก็ทะยานไปดีด้วยแรงบิดเนื้อๆจากเครื่องยนต์ดีเซลที่มีพละกำลังเป็นช่วงกว้าง เทอร์โบเริ่มส่งพลังเสริมตั้งแต่รอบต่ำแค่ราว 1,700 รอบต่อนาที ให้คุณสามารถเพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่องได้โดยไม่กระชากกระชั้น แม่ยายไม่บ่นว่าทำไมขับรถดุดันห้าวหาญมากมาย แต่สังเกตได้ว่าการทำงานของคันเร่งในจังหวะ 1-2 นิ้วแรกที่กดลงไป ดูเหมือนว่าการตอบสนองจะถูกเซ็ตมาให้แรงกว่าคันเร่งของ X3 อยู่บ้าง แต่หลังจากจุดนั้นไปแล้ว รถจะมีอาการสนองต่อคันเร่งใกล้เคียงกัน

ถือว่าเป็นรถที่มีพละกำลังพร้อมให้คุณสามารถนำไปใช้เดินทางไกล ขึ้นเขาขึ้นดอยก็ไม่ต้องมีลุ้นว่าจะขึ้นไหวหรือไม่ เพียงแต่ว่าคุณต้องเข้าใจในขนาดและน้ำหนักของตัวรถ ดังนั้นจะหวังให้แรงแบบดีดออกตัวไวๆเช่นรถเล็กทรงเพรียวน้ำหนักเบากว่าอย่าง 320d นั้น คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเจอรถ PPV ตัวโตห้าวๆมากวนใจระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็น 2.4, 2.5, 2.8 หรือ 3.2 ลิตร คุณไม่มีอะไรต้องกลัวทั้งนั้น

ช่วงล่างและการขับขี่ จูนมาเผื่อการใช้งานที่หลากหลาย

ช่วงล่างด้านหน้าของ X4 เป็นแบบอิสระ Double Joint Spring Strut พร้อมปีกนกทำจากเหล็กน้ำหนักเบา ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระ Five-link พร้อมปีกนกทำจากเหล็กน้ำหนักเบา เช่นเดียวกับด้านหน้า โช้คและสปริงของ X4 xDrive20d M Sport สเป็คไทย เป็นแบบ Standard Spec (S225A) ยังไม่ใช่ช่วงล่างแบบสปอร์ตหรือ Adaptive

พวงมาลัยเป็นแบบเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้ากึ่งกลไก (Electromechanical Power Steering- EPS) ตั้งอัตราทดเฟืองพวงมาลัยไว้ที่ 16.4 : 1 ซึ่งมีความไวใกล้เคียงกับรถเก๋งทรงเตี้ยของ BMW รุ่นอื่นๆ ส่วนระบบเบรก เป็นดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน คาลิเปอร์แบบ 1 Pot ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อและยางเป็นแบบขนาดใหญ่เต็มซุ้ม ด้านหน้าใช้ล้อขนาด 20 นิ้ว กว้าง 8.5 นิ้ว หุ้มด้วยยาง Pirelli P Zero ขนาด 245/40R20 ส่วนด้านหลังจะใหญ่กว่า เป็นขนาด 20 นิ้ว กว้าง 10 นิ้ว ยางหลังขนาด 275/35R20

ความประพฤติของรถในแง่ของช่วงล่างและการควบคุม ดูเหมือนจะมีบุคลิกอยู่กึ่งกลางระหว่าง X3 xDrive20d รุ่น xLine ตัวใหม่ที่ค่อนข้างเน้นความนุ่มนวลบนถนนขรุขระ กับ X1 sDrive20d ที่ค่อนข้างกระด้างแต่เบา คล่องและหนึบ X4 ช่วงล่างสเป็คมาตรฐานนี้ให้ความรู้สึกนิ่มสบายเวลาวิ่งในตัวเมือง ส่วนที่จะต่างจาก X3 ก็มีแค่แรงสะเทือนที่ส่งผ่านยางแก้มบางกว่า แต่ยังไม่เสียดีกรีความเป็นรถพรีเมียมแบบที่ต้องใช้รับผู้ใหญ่บ้านผู้ใหญ่เมืองได้ ส่วนที่ความเร็วสูงระดับเดินทาง 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้ความมั่นใจแบบที่คุณคาดหวังจากรถเยอรมัน กระโดดคอสะพานชันๆไม่มีเซหรือปัด ต้องใช้ความเร็วสูงระดับ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปแล้วลองเปลี่ยนเลนเร็วๆ ตัวรถถึงจะมีอาการวูบวาบให้เห็นบ้าง แต่ก็ยังมั่นใจได้มากว่า X3 รุ่น xLine

อากัปกิริยาในโค้ง..หลายคนคงบอกว่ารถแบบนี้ไม่มีใครเอาไปซัดโค้งเล่นกัน แต่คุณจะชอบถ้ารู้ว่า X4 สามารถเล่นกับโค้งตามถนนภูเขาได้คล่องและเกาะถนนดีราวกับตัวรถไม่ได้หนัก 1.8 ตัน ขอเพียงแค่คุณอย่าไปกดคันเร่งมั่วๆในจังหวะที่รถกำลังมีแรงเหวี่ยงออกข้างมากๆ แล้ว X4 จะวิ่งไปตามที่พวงมาลัยสั่งอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แม้จะแพ้รุ่นน้องอย่าง X1 เรื่องความคล่องตัวบนถนนคดเคี้ยวสายแคบๆ แต่ก็ได้เปรียบที่ความรู้สึกหนักแน่นแบบรถใหญ่ ไม่ดีดดิ้นให้รู้สึกรำคาญ

พวงมาลัยของ X4 มีการแปรผันน้ำหนักตามความเร็ว ที่ความเร็วต่ำระดับคลานในเมือง น้ำหนักหน่วงของพวงมาลัยจะอยู่ปานกลาง ไม่เบาหวิวแบบซีรีส์ 5 G30 รุ่นใหม่ แต่ยังอยู่ในระดับที่คุณภรรยาสามารถใช้เป็นรถขับไปทำงานประจำได้ ส่วนที่ความเร็วสูง ความไวและการหน่วงมืออยู่ในระดับพอเหมาะ ทำให้การเดินทางไกลเป็นเรื่องที่ผ่อนคลาย ไม่ต้องเกร็งมือมาก

 

สำหรับอัตราสิ้นเปลืองเเชื้อเพลิงนั้น หากขับแบบวิ่งทางไกล เปิดแอร์ปกติ ใจเย็นๆไม่กดคันเร่งเหมือนเพิ่งทะเลาะกับเพื่อนบ้านมา X4 จะทำอัตราสิ้นเปลืองได้ 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร ดังนั้นเมื่อคำนวณจากความจุถังน้ำมัน 67 ลิตร ก็น่าจะพอให้คุณวิ่งจากกรุงเทพไปถึงเชียงใหม่โดยใช้น้ำมันถังเดียวจบ (แต่น่าจะหมดก่อนถึงเชียงราย) ส่วนการใช้งานในเมือง รถติดหนักๆ และมีการกดคันเร่งทำความเร็วสลับกัน ตัวเลขจะหล่นลงมาเหลือ 8.8 กิโลเมตรต่อลิตร

แต่ถ้าใช้งานแบบปกติ ขับเร็วบ้าง ช้าบ้าง และมีรถติดในเมืองผสมสัก 30-40% ตัวเลือกที่ทำได้จะอยู่ที่ 11.2 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่าทำได้ดีแล้วสำหรับรถที่มีน้ำหนักตัวขนาดนี้ แล้วยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออีกด้วย ถ้าหากต้องการความประหยัดมากกว่านี้ ถ้าไม่เล่นรถ Plug-in Hybrid ก็คงต้องไปหารถเก๋งตัวเตี้ยเพรียวลมแล้วล่ะครับ

สรุป: ถึงจะอายุมาก แต่ก็ยังมีเสน่ห์และขับดีแบบที่ BMW ควรเป็น

X4 ตัวถัง F26 นั้น แม้ว่าในปัจจุบันเมืองแม่ที่เยอรมันจะถือว่าตกรุ่นไปแล้ว แต่สำหรับในเมืองไทย คุณยังสามารถหาซื้อรถป้ายแดงจากโชว์รูมได้ เพราะยังไม่มีการเผยกำหนดว่าเมื่อไหร่รุ่นใหม่จะมาถึง

และต่อให้มาถึง ราคาและข้อเสนอพิเศษต่างๆก็คงมีไม่เยอะเท่ารุ่นเก่า ลองคิดดูก็แล้วกันครับว่าเมื่อปีก่อนหน้านี้ถ้าใครจะซื้อ X4 xDrive20d M Sport แบบนี้มาขับ คุณต้องมีเงินเกือบ 4 ล้านบาท แต่ในวันนี้ คุณสามารถหาซื้อรถคันนี้ได้ในราคาที่ถูกกว่า X3 xLine ป้ายแดงหลายแสนบาท หรือแพงกว่า X1 sDrive20d M Sport ขึ้นมาไม่กี่แสนบาท เก่าหน่อย..แต่ได้รถคลาสสูงขึ้น เบาะนั่งสบายขึ้น มีอุปกรณ์ครบตามที่คุณคาดหวังจาก BMW ราคา 4 ล้านบาทในช่วงก่อนที่ซีรีส์ 5 G30 จะมาถึง

 

ในเรื่องของการขับขี่และสมรรถนะ ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า X4 โฉมนี้ ไม่ได้เป็นรอง BMW รุ่นใหม่กว่าอย่างที่คุณคิด เครื่องยนต์ที่ใช้ก็เป็นแบบ B47D20 เหมือน X3 รุ่นใหม่ การทำงานของเกียร์ 8 จังหวะที่เดิมดีอยู่แล้ว ในรุ่นใหม่ก็เลยไม่ต่างกันมากเพราะไม่รู้จะไปพัฒนาให้ดีกว่านี้ได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งต้นทุนวิจัยมหาศาล!

ช่วงล่าง ก็มาในอารมณ์หนึบแน่นสไตล์ BMW รุ่นใหญ่ แต่ลดดีกรีความดุแบบสิงห์เอาโต้บาห์นลงเพื่อแลกกับความสบายในการใช้งานในเมืองและการเดินทางที่ความเร็ว 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การตอบสนองของพวงมาลัยก็ดีไม่แพ้รถรุ่นใหม่ แค่ออกจะมีอาการหน่วงมือมากกว่าที่ความเร็วต่ำ

นอกเหนือจากดีไซน์ภายนอกภายในที่ต้องหลีกทางให้กับรถรุ่นใหม่ๆ ก็จะมีแค่อุปกรณ์บางส่วนที่ X4 ยังไม่ได้รับการติดตั้ง เช่นระบบจอดรถอัตโนมัติ, กุญแจ Display Key, หน้อจอกลางขนาด 10.5 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีนและ Gesture Control กับหน้าปัดแบบจอสี TFT ล้วน ซึ่งทั้งหมดนี้มีใน X3 รุ่นใหม่ แต่ไม่มีใน X4 ถ้าไม่นับสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่ผมพูดไป X4 F26 ก็เป็นรถ BMW ที่มีความเป็น BMW อยู่ทุกอณูอย่างที่คุณคาดหวังจากรถครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียมที่ผู้ชายขับก็ดูดุ ผู้หญิงขับก็ดูมีราศี แถมยังไม่ดูแล้วเป็น Family-guy หรือ Soccer-mom มากเกินไป

ลองพิจารณาดูส่วนได้และส่วนเสีย แล้วลองสอบถามราคา Final กับผู้แทนจำหน่าย BMW ที่คุณคุ้นเคย ผมเชื่อว่าสำหรับพวกคุณบางคน เค้กชุดใหญ่ที่เทขายในช่วงหัวค่ำ ก็มีรสชาติไม่แพ้เค้กที่เขาทำขายตอนบ่าย แถมยังได้ฟีลคนรวยเวลาถือถุงเค้กโรงแรมแพงๆให้เพื่อนบ้านเห็นแล้วแอบสะใจตรงที่เขาไม่รู้หรอกว่าเราซื้อมาในราคาไหน!


Extra Opinion from Thitipat Hiranbavorntip (นักทดสอบเจ้าประจำ bimmer-th)

“แต่ไหนแต่ไรผมไม่ใช่แฟนคลับรถยกสูงทรง SUV ซักเท่าไหร่ คงอาจเป็นเพราะช่วงวัยที่ยังไม่ได้เดือดร้อนกับการลุกเข้าออกของเบาะรถที่โหลดเตี้ย แถมยังมักหลงกับรูปทรงอันอ่อนช้อยของรถคูเป้คันงามเสียมากกว่า

แต่ครั้นการจะให้งานศิลปยึดอยู่แต่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมเดิมๆ เราก็คงไม่อาจเรียกว่างานศิลปได้ และดูเหมือนทีมดีไซน์และวิศวกรของ BMW ก็ได้ฉีกกรอบสี่เหลี่ยมนั่นออก เพื่อคลอด SAV ทรงท้ายคูเป้อย่าง X4 ซึ่งเป็นรถ​ที่ทำให้ผมเซอร์ไพร์สในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะด้านของพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่เมื่อมองจากภายนอกอย่างเดียวคงไม่เชื่อว่าจะมีพื้นที่ให้คนนั่งด้านหลังได้กว้าง ซึ่งตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลังของ X4 กลายเป็นพื้นที่ ที่พวกเราทุกคนสามารถนั่งได้สบายไม่แพ้รถซีดานดีๆ ทั่วไป ด้านของการขับ BMW ยังคงกลิ่นอายของความเป็นรถที่เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ได้เป็นอย่างดี ฟิลของการตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียรยังคงทำงานอย่างรู้ใจคนขับ ช่วงล่างเองก็เหมาะสำหรับการเดินทางไกลวิ่งต่างจังหวัดตรงๆ สบาย เล่นโค้งบู๊ได้ไม่กลัวถึงแม้จะมีบางจังหวะที่แอบทำให้ผู้ขับสื่อสารกับตัวรถ ได้ไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม แต่เมื่อขับไปนานๆ คุณจะเริ่มคุ้นเคยกับมันได้ไม่ยาก

โดยสรุปแล้ว X4 คันนี้ เป็นรถที่อยู่จุดกึ่งกลางระหว่างความแตกต่างแหวกแนวกับความเหมาะสมในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งนั่นก็ดีพอแล้วสำหรับลูกค้า BMW ตัวจริงหลายต่อหลายคน”


ขอขอบคุณ BMW Thailand เอื้อเฟื้อรถทดลองขับ

สงวนลิขสิทธิ์
บทความและภาพถ่ายนี้ถูกเผยแพร่เป็นแห่งแรกที่เวบไซต์ Bimmer-th.com กรุณาขออนุญาตก่อนใช้ ห้ามนำไปตีลายน้ำเพิ่มเอง บุคคลที่กระทำจะต้องถูกสาปแช่ง


ดูภาพและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

[Gallery+Spec] ส่องรถ BMW X4 xDrive20d M Sport (F26) : 3,959,000 บาท ลุ้นส่วนลด 1 ล้านบาท

The following two tabs change content below.
Pan Paitoonpong

Pan Paitoonpong

Founding Member/Contributing Editor
มนุษย์ปากจัดผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถยุค 90s ชื่นชอบรถยนต์ที่ขับสนุกและมีการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับตัวอ้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการขับขี่>>รู้จักกันในชื่อ Commander CHENG ก่อนรีแบรนด์ตัวเองโดยใช้ชื่อจริง>>ทดสอบรถยนต์และเขียนบทความให้กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ Headlightmag.com, GQ Magazine และแน่นอน..bimmer-th.com

Comments

comments