10 เพลงแนะนำ สำหรับการทดสอบเครื่องเสียงรถยนต์

รถยนต์มีองค์ประกอบที่สำคัญหลายส่วน ที่มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวก และสร้างความเพลิดเพลินในระหว่างการขับขี่ เครื่องเสียงรถยนต์ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยปรับสภาพอารมณ์ขณะขับ ต้องขอยืมคำพูดของคุณพ่อของผู้เขียน ที่เคยเล่นเครื่องเสียงติดรถจนช่ำชองมาใช้ว่า “วันนึงๆ เราอยู่ในรถก็ 2 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว การที่เราได้ดื่มด่ำกับเครื่องเสียงดีๆสักชุด มันช่วยปรับสภาพอารมณ์เราได้ ถ้ารถติด เราก็ฟังเพลงที่ทำให้มันอารมณ์เย็น แล้วมันก็จะทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องรีบไปไหน แต่พอขับทางไกลๆแล้วง่วง ได้เพลงมันส์ๆเป็นเพื่อน มันก็กระตุ้นให้ใจเราฮึกเหิมอยากจะกดคันเร่งอยู่ตลอดเวลา”

….

ผมไม่เข้าใจว่าพ่อจะเอาเงินหกหลักโปรยลงไปในรถเพื่อเครื่องเสียงทำไม แม้กระทั่งสิบปีก่อน ผมยังไม่เห็นค่าของความต่างระหว่างเครื่องเสียงชุดราคาหลักพันกับหลักแสน แต่เมื่อต้องผันตัวเองมาเป็นคนทดสอบรถ ที่มักถูกถามว่าเครื่องเสียงรถรุ่นไหนคุณภาพดีหรือไม่ดี ผมตอบไม่ได้ จนรู้สึกรำคาญตัวเองและให้คนอื่นช่วยฝึกให้จนหูเริ่มสามารถแยกเสียงคุณภาพเลว ออกจากเสียงชั้นดีมีมิติและความหนักแน่นได้

แม้ว่าเรื่องโทนเสียง เบส กลาง แหลม หรือความใส ในหลายครั้งจะหาวิธีวัดความพึงพอใจได้ยากเพราะแต่ละคนจะชอบโทนเสียงไม่เหมือนกัน รวมถึงหูเนี่ยแหละ ที่มีความสามารถในการได้ยินเสียงต่างๆไม่เหมือนกัน แ่ต่ทุกคนย่อมมีสิ่งที่ใช้วัดเป็นบรรทัดฐานของตัวเอง บรรทัดฐานที่ว่าของผมคือ USB Drive หนึ่งอันที่บรรจุเพลงต่างๆเอาไว้สำหรับการทดสอบเสียง เพราะการที่ผมจะบอกได้ว่าเครื่องเสียงรถรุ่นไหนดียังไง หากใช้เพลงแตกต่างกันไปเรื่อยๆ ย่อมไม่ได้ความเที่ยงตรง ผมจึงมักใช้เพลงเดิมๆในการเทสต์เครื่องเสียงเสมอ

ดังนั้น ในบทความวันนี้ ผมจึงได้ค้นหา “บทเพลงเพื่อบททดสอบ” ของเครื่องเสียง ซึ่งคัดมา 10 เพลง บางเพลงก็ลอกคนอื่นเขามา บางเพลงก็ได้ยินมาจากร้านติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ ส.รัชนีซาวนด์ที่พ่อผมใช้บริการเมื่อ 30 ปีที่แล้วสมัยยังอยู่แถวสนามเป้า และบางเพลงก็ได้มาจากคอลเล็คชั่นของคุณบอม พันธิตร หมอกพริ้ง ซึ่งชอบการทดสอบเครื่องเสียงรถยนต์และหูฟังชั้นนำอยู่เป็นชีวิตจิตใจ อันที่จริงผมมีเพลงไว้ทดสอบมากกว่านี้เยอะ แต่พยายามคัดเลือกมาให้ครอบคลุมการทดสอบหลายแบบที่สุด และลองใส่เพลงใหม่ๆที่บางท่านฟังเพลงมาหมื่นเพลงก็อาจไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ

ลองไปหาโหลดและนำมาฟังในเครื่องเสียงรถคุณ หรือใช้ทดสอบเครื่องเสียงรถยนต์ก่อนซื้อได้ครับ

*หมายเหตุว่า – เวลาโหลดจากเว็บไหนอย่าลืมเช็คคุณภาพเสียงก่อนนะครับ เพราะบางครั้งเวลาเราไปโหลดเพลงโดยดึงมาจาก Youtube ก็ใช่ว่าคุณภาพเสียงจะดีเสียหมด

1. Hotel California – Eagles

เพลงเทสต์เสียงรุ่นพ่อที่ฟังได้ตั้งแต่รุ่นแฟนแม่ยันรุ่นลูก นิยมใช้เพื่อโชว์ความอลังการของเครื่องเสียงกันมากในยุค 90s ใน Hotel California นี้ ต้อนรับคุณด้วยเสียงโซโล่กีตาร์ ซึ่งเหมาะสำหรับคนชอบเก็บรายละเอียดเสียงเครื่องดนตรี นอกจากนี้เมื่อเข้าสู่ช่วงเพลงหลัก เสียงกลองยังมีความดังแบบหนักแน่น ใช้เพื่อทดสอบได้ทั้งเรื่องความละเอียดของเสียงดนตรี และความแน่นของเบสครับ ข้อดีก็คือเสียงกลองจะมาแบบซ่อนอยู่ข้างใต้เสียงคนร้อง ดังนั้น เวลาไปลองกับลำโพงที่คุณภาพไม่ดีพอ จะแทบไม่ได้ยินเสียงกลองเลยแม้จะปรับภาคเบสขึ้นแล้วก็ตาม แต่เครื่องเสียงดีๆ จะเก็บรายละเอียดตรงนี้ได้ และมันจะ “ตบ” ภายในของรถให้รู้สึกได้ชัดเจน

2. No one – Alicia Keys

เป็นเพลงที่เหมาะไว้ใช้เทสต์เสียง Vocal เพราะจุดเด่นของเพลงนี้ที่โดดออกมาเลยคือเสียงของพี่ Alicia นั่นเอง แล้วก็จะมีจังหวะกลองที่พอใช้ทดสอบเบสได้ แต่เสียงของเครื่องดนตรีอื่นๆจะถูกกดไปเป็นเสียง Background ซึ่งสามารถใช้ทดลองแยกมิติเสียงได้ แต่อาจจะยังไม่ได้เหมาะที่สุดสำหรับการเทสต์ระบบ Surround ในเครื่องเสียงรถยนต์แบบทั่วไปที่ราคาหลักแสนที่ผมเคยทดสอบมา สามารถได้ยินเสียงร้องชัดเจน แต่ Background instrument มักจะโดนกลืนจนหายไปหมด เครื่องเสียงของ BMW รุ่นย่อยประหยัดทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน แต่ในรุ่นสูงๆ หรือรุ่นที่มีเครื่องเสียง Harman Kardon คุณไม่ต้องยกเสียงช่วงกลางมากนัก (จริงๆต้องปรับลงจาก Default ด้วย) แล้วทั้งเสียงร้องนำ เสียง Background จะไม่แย่งกัน

3. Boom Boom Pow – The Black Eyed Peas

หลายคนจะชอบเพลงนี้ แต่ส่วนตัวผมมักเลือกไว้เทสต์ตัวหลังๆเลยครับ เพราะไม่มีรายละเอียดทางดนตรีมากนัก แต่จุดเด่นของมันคือ..ในขณะที่ No One เพลงของ Alicia เอาไว้เช็คความเด่นของเสียง Vocal เพลง Boom Boom Boom นี่เอาไว้เช็คพลังเบสของเครื่องเสียงได้ดีมาก ถ้าเครื่องเสียงเก็บรายละเอียดไม่ครบ จูน Bass ยังไง เปิดดังยังไง เสียงร้องก็จะชนะ และเสียงกลอง ตุบตุบตุบ..ตุบ ตามจังหวะจะเหลือเสียงแค่แมวเกา นอกจากนี้ ในช่วงนาทีที่ 2.00 เป็นต้นไป จะมีการใช้เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่เร้าอารมณ์ขึ้น ในจังหวะนี้สามารถนำไปใช้เช็ครายละเอียดเสียงในภาพรวมได้ แต่ถ้าต้องการเพลงที่ครอบคลุมทุกโจทย์ ยังมีเพลงที่ดีกว่านี้ แต่วัยรุ่นอาจไม่คุ้น แค่นั้นครับ

4. Don’t know why – Norah Jones

เพลงนี้เหมาะสำหรับคนชอบอารมณ์ Acoustic Live Concert เพราะแนวของเพลงจะมาเหมือนชายทะเลที่มีคลื่นแผ่วเบา แต่มีเสียงกีตาร์ให้ใช้จับรายละเอียดได้ และโฟกัสสำคัญอยู่ที่เสียงของ Norah Jones ซึ่งถ้าเป็นต้นฉบับ จะอัดเสียงค่อนข้างรวมเป็นจุดเดียว ถ้าใครมีเครื่องเสียงแบบที่สามารถจูนเพื่อนสร้างเสียง Front Stage ได้ดี ให้ลองเพลงนี้ดูครับ ถ้าปรับมิติเสียง ค่อยๆลองไล่เสียงไปลำโพงหน้าทีละนิด จะได้บรรยากาศเหมือน Norah มายืนร้องเพลงตรงหน้าคุณเลยครับ

5. Danger Zone – Top Gun Soundtrack performed by Kenny Loggins

กลับมาสู่ยุคพาเลซกันหน่อย นี่ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ร้านเครื่องเสียงยุค 80s และ 90s ต้องพกแผ่นไว้โชว์พาวลำโพงกัน ใช้ทดสอบได้ทั้งมิติเสียงจากการที่มีเครื่องดนตรีหลากหลายแบบซ่อนอยู่ ถ้าอยากลองฟังมิติการไล่เสียง ลองฟังช่วงนาทีที่ 1.08-1.11 คุณจะได้การไต่ระดับเสียงของดนตรีแล้วตามด้วยการย้ำหนักของกลองในทันที จังหวะเพลงที่ออกแนวร็อค มีการผสานเสียงกลองหนักและปานกลาง คุณจะจับเสียงที่แตกต่างด้วยระดับการเขย่าหน้าต่างทันทีถ้าพลังเครื่องเสียงคุณมากพอ

6. Marcelo D2 – Desabafo (Fast Furious 5 Sountrack)

ถ้าคุณฟังเพลงจากคลิปข้างบน Skip ข้ามช่วงแรกไปโผล่ที่นาทีที่ 1.30 ได้เลยครับ เพราะเพลงจริงๆจะเริ่มจากตรงนั้น มีลักษณะเพลงที่ผสานระหว่าง Electronics, Hip-Hop และมีเสียงเครื่องเป่าที่ชัดเจนมาก ดังนั้นเพลงนี้เพลงเดียวรองรับการเทสต์ได้ทั้งดนตรีหนักๆดังๆแบบวัยรุ่นและเพลงแนว Jazz ไปพร้อมกัน เสียง Percussion พวกเครื่องเขย่าในเพลง ถ้าฟังจากเครื่องเสียงดีๆ จะรู้สึกได้เลยว่าเสียงแยกกันมาจากคนละทิศ ในขณะที่ท่อนแรพ ใช้ตรวจเช็ค Vocal ได้ดีเช่นกัน เป็นเพลงเรียกแขกได้ดี เพราะมีการสลับไปมาระหว่างเสียง Drop (ค่อนข้างเบา) แล้วระเบิดพลังเสียงเต็ม หรือทำกลับกัน หลายครั้ง เพลงนี้ผมแนะนำเลยครับ เอาไปลองดู และแปลกใจด้วยที่ไม่ค่อยมีใครเอามาใช้เทสต์เครื่องเสียงกัน

7. Gran Turismo 5 Soundtrack – Like a bird

ใครจะไปคิด ว่าเพลงจากเกมเนี่ยล่ะ ตัวทดสอบเครื่องเสียงชั้นดี โดยเฉพาะในเกมอย่าง Gran Turismo 5 ในเพลง Like a bird นี่ล่ะครับ เข้าท่าเลย โดยเฉพาะการวัดเรื่องมิติและการแบ่งแยกต้นทางเสียง ตั้งแต่เริ่มเพลงจะรู้สึกได้เลยว่าเสียงดนตรีมีลักษณะดีดขึ้นๆลงๆเหมือนมี Echo เบาๆ ซึ่งในเครื่องเสียงดีๆ จะเก็บรายละเอียดความเด้งของเสียงตรงนี้ได้ชัดเจนมากโดยที่ไม่ต้องเปิดดังจนแม่ยายด่า นอกจากนี้ยังถ้าคุณลองฟังช่วงนาทีที่ 1.03 เป็นต้นไป เสียง Percussion ที่เคยเล่นห่างๆเป็น Background อยู่ข้างหลังจะถูกย้ายมาข้างหน้าให้มีความชัดเจนขึ้น ในรถระดับหรูหราเครื่องเสียงดีๆอย่าง Bower & Wilkins ถ้าคุณเปิด Surround Mode ก็จะได้ยินเสียง Percussion นี้วิ่งไปรอบคันรถราวกับหนูที่โดนแมวไล่ไปรอบห้อง

8. Hotel Costes Vol.2 – Flyin’ Away by Mo’ Horizons

เพลงแปลกที่น้อยคนจะรู้จัก แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบแนว Jazz ใช้เพลงนี้เทสต์เครื่องเสียงรับรองไม่ผิดหวังครับ ทั้ง Percussion และเบสมาครบและมาเต็ม มีเสียงกีตาร์เป็นแบ็คกราวนด์ให้ถ้าคุณอยากจะไล่จับเสียงนิ้วรูดสายกีตาร์ แต่รูปแบบความเด้งของเสียงจะไม่ชัดเจนเหมือนเพลง Like a bird เพราะรูปแบบของเพลงมันบังคับ ถ้าอยากเช็คเสียงประเภทเครื่องดีดเครื่องเคาะ ไปดูนาทีที่ 3.20 ถึงตอนจบครับ ถ้าเครื่องเสียงดีพอ คุณสามารถแยกออกได้เลยว่ามีกี่ชิ้น นี่เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ ถ้าหากมีเวลาในการทดสอบน้อยมาก ผมจะเลือกเพลงนี้เป็นอันดับต้น ด้วยความที่ครอบคลุมทุกย่าน ต่ำ-กลาง-สูง และตัวเพลงเองก็มีความไพเราะน่าฟัง

9. Michael Jackson – Rock With You (The Reflex Revision)

ปกติเพลง Rock with you ของ Michael Jackson ก็มีความน่าฟังอยู่แล้ว แต่เวอร์ชั่นนี้ที่ Remix โดยทาง The Reflex เปลี่ยนเพลงชวนเต้นธรรมดาให้กลายเป็นเพลงทดสอบคุณภาพเสียงไปเลย ต้อนรับด้วยเสียงธรรมดาๆก่อนแล้วค่อยดึงเครื่องดนตรีประเภทออร์เคสตร้ามาช่วยทดสอบเสียงย่านกลาง จากนั้นพอเข้าวินาทีที่ 50 มีกีตาร์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเข้ามาอีก จุดเด่นของเพลงนี้อยู่ตรงที่ช่วงเริ่มต้นนี่ล่ะครับ เครื่องดนตรีจะถูก Import เข้ามาทีละชิ้นๆ ไปจนถึงนาทีที่ 1.23 เมื่อกลองหลักเริ่มเข้ามา เสียงกลองกับเสียงฉาบแยกกันชัดเจนจนเห็นภาพคนเล่นในหัว แต่ต้องบอกนิดนึงว่าอาจจะเป็นเพราะการมิกซ์ บางช่วงเสียงกีตาร์จะตีแข่งกันเด่นกับเสียงคนร้อง อันนี้แม้แต่เครื่องเสียงระดับแพงบางตัวยังแยกยากครับ ผมว่าคน Remix พยายามจะโชว์พาวทางการผสมดนตรี เพลงนี้เลยไม่เหมาะไว้ใช้วัดคุณภาพเสียง Vocal เท่าไหร่

10. Tom Misch – Wake Up This Day (feat. Jordan Rakei)

Tom Misch เป็นนักดนตรีกีตาร์ Jazz ดังนั้นตลอดเพลงเราจะได้ยินความใสของกีตาร์ที่ประสานไปพร้อมเสียงผู้ชายแหลมของ Jordan Rakei เข้ามา จุดเด่นอีกอย่างคือเสียงเบสที่เน้นแต่ไม่หนักเกินไป จึงมีความผสมผสานระหว่าง Jazz กับ Pop ในตัว ช่วงนาทีที่ 2.49 เสียงกลองและดนตรีอื่นจะดับหมด เหลือแต่เสียงคอรัส ดังนั้นในขณะที่เพลงส่วนมากที่เราแนะนำมาจะเน้นดนตรีไม่ก็นักร้องนำ เพลงนี้จะมีจังหวะให้ทดสอบเสียงคอรัสว่าสามารถแยกมิติความต่างจากเสียงอื่นได้มากแค่ไหน จากนั้นเสียงกลองจะค่อยๆถูกปล่อยออกมา ดังขึ้น ดังขึ้น จังหวะนี้จะได้ลองฟังการเปลี่ยนรูปแบบของเสียงจาก Background เป็นเสียงหลักว่าทำได้เนียนขนาดไหน

หลังจากที่ลองฟังเพลงเหล่านี้แล้ว เซียนสเตอริโอตัวจริงอาจจะบอกว่า ยังไม่ครบรส ก็สามารถแนะนำมาได้ครับ ส่วนตัวผมเป็นคนชอบฟังเพลงประเภทมีจังหวะ มีรายละเอียด มีเครื่องดนตรีเยอะ ก็อาจเป็นธรรมดาที่จะไม่ค่อยมีเพลงแบบ Acoustic ในคอลเล็คชั่นมากเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าสำหรับคนที่จำเป็นต้องทดสอบเครื่องเสียงบ่อยๆ แต่มีเวลาในการทดสอบเสียงน้อย หรืออยากลองวัดคุณภาพโดยใช้เพลงไม่กี่เพลง คุณสามารถเริ่มต้นจาก 3 ใน 10 จากบรรดาเพลงเหล่านี้ น่าจะตอบโจทย์คุณได้ค่อนข้างครอบคลุมทีเดียวครับ

ใครที่ชอบใช้เพลงไหนในการทดสอบ อย่าลืม Comment มาในเพจ Bimmer-TH หรือส่งข้อความทางหลังไมค์มาที่ Facebook Page: Pansawat Paitoonpong ก็ได้ครับ ในโลกนี้มีบทเพลงเป็นแสนล้าน มันคงจะดีหากทุกคนที่โปรดปรานการฟังเพลงในรถ จะมีเพลงโปรดที่สามารถนำมาแชร์กันได้ คิดเสียว่าได้แบ่งปันทั้งความรู้ และความเพลิดเพลินในระหว่างขับรถให้กันครับ

The following two tabs change content below.
Pan Paitoonpong

Pan Paitoonpong

Founding Member/Contributing Editor
มนุษย์ปากจัดผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถยุค 90s ชื่นชอบรถยนต์ที่ขับสนุกและมีการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับตัวอ้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการขับขี่>>รู้จักกันในชื่อ Commander CHENG ก่อนรีแบรนด์ตัวเองโดยใช้ชื่อจริง>>ทดสอบรถยนต์และเขียนบทความให้กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ Headlightmag.com, GQ Magazine และแน่นอน..bimmer-th.com

Comments

comments