BMW ปล่อยคลิปทดสอบ i4 ขั้นสุดท้าย เตรียมพร้อมขายจริงในปีนี้

กันยายน 2017 ตอนที่สถานการณ์โลกยังปกติกว่านี้ คือช่วงที่ BMW i Vision Dynamics เปิดตัวที่งาน Frankfurt Motor Show มันคือรถยนต์ต้นแบบสี่ประตูท้ายลาดแบบที่บีเอ็มดับเบิลยูใช้ชื่อเรียกว่า Gran Coupé หรือแกรนคูเป้ ที่ใช้พลังขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบไฟฟ้าเต็มตัว ซึ่ง BMW บอกว่ามันคือรถที่จะกำหนดทิศทางของแบรนด์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า และตอนนั้นหลายคนก็มองว่ามันคือคู่ปรับ Tesla ที่ดูมีความเป็นไปได้ที่สุดในตลาด

3 ปีเศษๆ ผ่านไป วันนี้สัญญาของ BMW ก็เริ่มใกล้จะเป็นความจริง เมื่อ YouTube ของ BMW Group ปล่อยคลิปทดสอบขั้นสุดท้ายของ BMW i4 ที่ยังติดสติ๊กเกอร์พรางตัวรอบคันในสนามทดสอบ ซึ่งขับโดยหัวหน้าโครงการพัฒนา BMW i4 อย่าง David Alfredo Ferrufino Camacho เรามาดูกันว่ามันมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

เดวิดบอกว่า BMW i4 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถที่ขับแบบสปอร์ตก็ได้ แต่ก็ยังมอบความสบายให้เวลาขับปกติ แล้วมันก็ต้องรองรับรุ่น M ที่จะตามออกมาในอนาคตด้วย ซึ่งก็จะทำให้ i4 เป็นรถ M พลังไฟฟ้าล้วนคันแรกของค่าย ซึ่งผมต้องขอยกคำที่เวบไซต์ BimmerFile เขียนถึงมันไว้ว่า ‘Excitingly Calm’ หรือความตื่นเต้นที่สุขุมนุ่มลึก เพราะมันน่าจะตรงกับบุคลิกที่ BMW วางไว้มากที่สุดแล้ว

รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะยังเห็นรายละเอียดไม่มากนัก แต่เราพอจะมองเห็นว่ามันมีกลิ่นอายของ 4 Series Gran Coupé รุ่นที่แล้วในช่วงเสา C ที่ลากไปเชื่อมต่อกับฝากระโปรงท้ายเป็นเส้นเดียว และสัดส่วนของมันก็มีความคล้าย BMW i Vision Dynamics พอสมควร ส่วนที่เราไม่ค่อยแน่ใจนักก็คือกระจังหน้าไตคู่ว่าจะได้แบบขยายขนาดเหมือนกับ 4 Series รุ่นปัจจุบันรึเปล่า เพราะรถทดสอบดูเหมือนจะมีช่องแบ่งไว้ตามแนวป้ายทะเบียน แต่ถ้าอ้างอิงดีไซน์จาก BMW i Vision Dynamics ซึ่งใช้กระจังหน้าไตคู่แบบโตแล้ว มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้กระจังหน้าแบบเดียวกัน ยกเว้นรายละเอียดที่อาจจะแตกต่างจาก 4 Series เพราะมันไม่ต้องการอากาศไปสันดาปหรือต้องใช้การระบายความร้อนมากเท่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบเดิม ทฤษฎีหลังนี้ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าถ้าเราดูไฟหน้าประกอบด้วย เพราะมันดูใกล้เคียงกับไฟหน้าของ 4 Series มากกว่า 3 Series ในขณะที่ด้านท้ายเราจะเห็นดีไซน์ไฟท้ายที่มีความคล้ายกับ 4 Series ชัดเจน

ส่วนเรื่องขุมพลังเข้าใจว่าจะมีรุ่นย่อยออกมาให้เลือกพอสมควร รุ่นแรงที่สุดจะมีพละกำลังถึง 530 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 4 วินาที และสามารถวิ่งได้ระยะทาง 600 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (มาตรฐานการทดสอบ WLTP) จุดไฮไลท์คือการดีดออกตัวที่รถไฟฟ้าทั่วไปก็ทำได้ดีกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายในอยู่แล้ว แต่ใน i4 จะดีขึ้นไปอีกด้วยการเอาเทคโนโลยีช็อคอัพเฉพาะรุ่นมาใช้ร่วมกับระบบ ARB เพื่อให้ท้ายรถไม่ยุบตัวลงมากและจำกัดการหมุนฟรีของล้อ ซึ่งทำให้รถทะยานออกจากจุดหยุดนิ่งได้คมกว่าเดิม

ช่วงล่างของ i4 ถูกจูนให้มีบุคลิกทั้งสองแบบอย่างที่เราพูดเอาไว้ตอนต้น คือซับแรงสะเทือนได้ดีเพื่อให้มันเหมาะกับการเดินทางไกลแบบไม่เหนื่อยล้าตามแบบฉบับ Gran Coupé แต่มีความหนึบแน่นเพื่อรองรับการขับแบบสปอร์ตได้ ส่วนการตอบสนองของพวงมาลัยนั้น คุณเดวิดบอกว่ามันคมกริบราวกับใบมีดโกนด้วยสามปัจจัยคือ จุดยึดของระบบบังคับเลี้ยว การปรับจูนความหนืดของช่วงล่าง และแรงดึงกลับมาตั้งตรงของพวงมาลัย ซึ่งนักขับย่อมรู้ดีว่าพวงมาลัยที่มอบความมั่นใจกลับมาให้เราได้มากนั้นคือสวรรค์ของ Driving Pleasure ขนานแท้ ลองดูลุงดริฟท์ไป หันมาคุยไป แล้วยังคุยด้วยว่าใช้สองนิ้วก็ดริฟท์ได้แล้วก็คงพอดูออก ส่วนเดียวที่เรายังไม่ค่อยแน่ใจนักก็คือการที่รถทดสอบทั้งสองคันใช้ล้อหน้ากับหลังที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า BMW กำลังทดสอบอะไรเพิ่มเติมอยู่หรือเปล่า

ตามกำหนดการ BMW i4 ควรจะเริ่มออกจำหน่ายในตลาดโลกภายในปี 2021 นี้ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดแผนเราก็คงจะได้เห็นตัวจริงกันในเวลาอีกไม่นาน อย่างน้อยมันก็ย้ำเตือนให้เรารู้ว่าครั้งนึง BMW ก็ดีไซน์กระจังหน้าไตคู่อันเขื่องให้สวยได้ใน BMW i Vision Dynamics..

The following two tabs change content below.
Thanapol Ratanaboon
มนุษย์เงินเดือนผู้คลั่งไคล้ในรถยนต์สมรรถนะยอดเยี่ยม นักแข่งรถสมัครเล่นที่มักจะพบเห็นวิ่งดมฝุ่นอยู่ท้ายสนาม คุณพ่อของลูกสาวที่น่ารัก และหนึ่งในทีมงาน Bimmer-th.com

Comments

comments