ส่อง 12 เครื่องยนต์สุดเด่นจาก BMW ที่ถูกสร้างขึ้นในระยะเวลากว่า 100ปี

การจะคัดเลือก 12 เครื่องยนต์เด่นจากบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างเครื่องยนต์และเครื่องจักรติดล้อที่เจ๋งที่สุดบนโลกใบหนึ่งออกมาได้นั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากพอกับการลงความเห็นเรื่องไข่กับไก่อะไรเกิดก่อนกัน ยิ่งเป็น  แบรนด์ที่สร้างตำนานมานานกว่า 100 ปีแล้วด้วยนั้น ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับผู้เลือกและผู้เขียนเอง

โดย BMW นั้นได้แทรกความหมายของอักษร M ที่อยู่ตรงกลางของชื่อแบรนด์ BMW เอาไว้ว่า “Motoren” (ออกเสียง โมโทเริ่น) ที่แปลว่าเครื่องยนต์ในภาษาเยอรมัน

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านย้อนไปกลับไปชมจุดกำเนิดของเครื่องยนต์ BMW จาก 100 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน โดยคัดเลือกเครื่องยนต์เด่นในแต่ล่ะยุคสมัยมามากถึง 12 รุ่น เพื่อให้คุณผู้อ่านได้รู้จักประวัติอย่างจุใจ

1. 1917 เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงจากเครื่องบิน BMW IIIA

สโลแกนของ Sheer Driving Pleasure คือสโลแกนที่เป็นเหมือนตัวตนของแบรนด์ BMW นับตั้งแต่พวกเขาผลิตรถยนต์ออกมาคันแรก แต่หากเราย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของ BMW ที่มาจากเครื่องบินในปี 1917 BMW อาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้สโลแกนว่า Sheer Flying Pleasure เสียมากกว่า เพราะในปีดังกล่าวเหล่าวิศวกร BMW ได้พัฒนาเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน BMW IIIA เครื่องแรกของพวกเขาได้สำเร็จ โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้ถูกออกแบบมาอย่างล้ำสมัย (ในเวลานั้น) เพื่อป้องกันการสูญเสียกำลังขณะบินด้วยความสูงที่มากๆ ซึ่ง BMW IIIA สามารถทำสถิติบินไต่ระดับได้สูงถึง 32,021 Feet (หรือ 9,760 เมตร) ได้ในปี 1919

ผลงานของการบุกเบิกเทคโนโลยีและความทนทานของเครื่องยนต์ตัวนี้ จึงทำให้ BMW ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทผู้นำกลุ่มได้ตั้งแต่เริ่มต้น

ข้อมูลของเครื่องยนต์
6 สูบแถวเรียง จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บิวเรเตอร์ ระบายอากาศด้วยน้ำ
ขนาดความจุ 19.1 ลิตร
ให้กำลัง 185 แรงม้า

2. 1936 เครื่องยนต์ 2 สูบ Boxer จากมอเตอร์ไซค์ BMW R5

จากเทคโนโลยีอากาศยานสู่มอเตอร์ไซค์ BMW R5 คือหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นตำนานสำหรับชาว 2 ล้อ ด้วยพลังของเครื่องยนต์ 2 สูบ Boxer ขนาด 500 cc ที่ให้กำลังมากถึง 24 แรงม้า แถมยังมีจุดเด่นในเรื่องของวาล์วที่ควบคุมด้วยแคมชาร์ฟ BMW R5 โด่งดังอย่างรวดเร็วจากชื่อเสียงในเรื่องของความทนทานและแข็งเกร่ง นอกเหนือจากนี้ BMW R5 ยังเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นแรก ที่ได้บุกเบิกการเปลี่ยนเกียร์โดยใช้เท้าข้างซ้าย ซึ่งในเวลานั้นนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ แต่ปัจจุบันถือเป็นมาตรฐานของมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่รุ่นเล็กจนถึงรุ่นใหญ่

แนวคิดของ BMW R5 นั้นยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน อาทิ BMW R18 ฝาครอบวาล์วของ R5 ยังเป็นต้นแบบในการสร้างชิ้นส่วนให้กับมอเตอร์ไซค์แบบ Cruiser ของ BMW ในปัจจุบัน

ข้อมูลของเครื่องยนต์
2 สูบแบบสูบนอน (Boxer)
ขนาดความจุ 500cc
ให้กำลังสูงสุด 24 แรงม้า

3. 1936 เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง จาก BMW 328

ตำนานเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของ BMW 328 ได้ถูกกล่าวขานและสร้างชื่อเสียงให้กับ BMW มาอย่างยาวนาน จากคาเรกเตอร์ของเครื่องยนต์เยอรมัน ที่แรง ดุดัน ด้วยเครื่องยนต์ BMW 6 สูบแถวเรียงที่ถูกใช้ใน BMW 326 ในปี 1936 คืออีกหนึ่งตัวอย่างของความโดดเด่น ซึ่งเครื่องยนต์ในรถ BMW 326 นั้นเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้วัสดุฝาสูบที่ทันสมัยในยุคนั้นคืออลูมิเนียม โดยสามารถให้กำลังแรงม้าแก่ BMW 328 ได้ถึง 80 แรงม้า และสามารถลากรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 5,000 รอบต่อนาที ตัวเลขพละกำลังนั้นถูกถ่ายทอดกำลังสู่ล้อหลังแถมยังมีน้ำหนักตัวรถที่เบาเพียง 800 กิโลกรัม จึงทำให้ BMW 328 เป็นรถยนต์สปอร์ตสำหรับผู้ที่หลงไหลการขับรถมาตั้งแต่ 80 ปีที่แล้ว!

ข้อมูลของเครื่องยนต์
6 สูบแถวเรียง
ขนาดความจุ 2.0 ลิตร
ให้กำลัง 80 แรงม้า

4. 1954 เครื่องยนต์ V8 จาก BMW 502

จากเส้นสายการออกแบบของรถที่โค้งมล BMW 502 จึงได้ถูกขนามนามว่าเป็น Baroque Angel (เทพีแห่งยุคบาโรค) แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากเส้นสายภายนอก เห็นทีจะอยู่ที่ขุมพลังใต้ฝากระโปรงของรถ อันเป็นที่อยู่ของเครื่องยนต์อลูมิเนียม V8 เครื่องแรกของโลก ที่ถูกผลิตจริงแบบ Mass Produced ซึ่ง ณ เวลานั้นนับเป็นก้าวสำคัญที่ล้ำหน้ามากสำหรับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับเทคโนโลยี เพิ่มแรงดันเบรก,ระบบดิสก์เบรก และพาวเวอร์คลัทช์ ซึ่งในเวลาหลังอุปกรณ์บางอย่างก็ถูกจัดเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถยนต์ทั่วไปพึงมี

นอกเหนือจากนี้ BMW 502 ยังถูกเลือกนำมาใช้ในการลาดตระเวนของตำรวจและนักดับเพลิงสำหรับเหตุด่วนเหตุร้าย จากพลังและความทนทานที่สามารถไว้วางใจได้ของเครื่องยนต์ BMW V8

ข้อมูลของเครื่องยนต์
8 สูบแบบ V จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บิวเรเตอร์
ความจุ 2.6 ลิตร
ให้กำลัง 100 แรงม้า

5. 1973 เครื่องยนต์ 4 สูบ Turbo จาก BMW 2002 Turbo (E20)

หากพูดถึงเครื่องยนต์ระบบอัดอากาศแบบ Turbo ที่ถูกนำมาผลิตขายจริงแก่รถทั่วไปเมื่อราว 50 ปีก่อน คงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากราวกับตามหารถยนต์เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะในยุคปัจจุบัน จากคำพูดที่ติดปากของผู้คนในยุคนั้นถึงรถยนต์ Turbo ที่ว่า บูส Turbo มา น้ำมันไป มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เกิดขึ้น แต่แสนจะตราตรึงใจก่อนจะจางไปจากอาการรอรอบของ Turbo ข้อเสียดั่งกล่าวจึงเกือบทำให้เทคโนโลยี Turbo หายไปจากวงการรถยนต์

แต่ถึงกระนั้นเหล่าวิศวกร BMW ก็ยังคงไม่ถอดใจจากเทคโนโลยีดังกล่าว พวกเขาได้นำเอาชุด Turbo มาติดตั้งให้กับ BMW 2002 Turbo และผลิตขายจริงในปี 1973 โดยเครื่องยนต์ของ BMW 2002 Turbo นั้นมีขนาดความจุเพียงแค่ 2.0 ลิตร แต่พอผนวกเข้ากับ Turbo จึงสามารถสร้างแรงม้าได้มากถึง 170 แรงม้าและทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 211 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่งผลให้ BMW 2002 ขึ้นแท่นรถ Sport Car ได้อย่างสบาย

BMW 2002 Turbo คือรถยนต์ยุโรปคันแรกที่มาพร้อมเทคโนโลยี Turbocharger และผลิตขายจริงแบบ Mass Produced ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยี Turbocharger คือเทคโนโลยีสำคัญในการทำให้เครื่องยนต์ของรถยุคใหม่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

ข้อมูลของเครื่องยนต์
4 สูบพร้อมระบบอัดอากาศ Turbocharger
ความจุ 2.0 ลิตร
ให้กำลัง 170 แรงม้า

6. 1974 เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง จาก BMW 3.0 CSL Racing Coupe (E9)

ในช่วงปลายยุค 1980 เทคโนโลยี multi-valve กำลังโด่งดังและมีชื่อเสียงมากจากเทคโนโลยี 4 วาล์วต่อ 1 สูบ ซึ่งถูกถ่ายทอดมาจากรถแข่ง โดยเทคโนโลยีดังกล่าวค่อยๆ ถูกนำมาใส่ในรถยนต์บ้านและผลิตขายแบบ Mass Produced มากขึ้น ข้อดีของเทคโนโลยีดังกล่าวคือสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างแรงม้าได้มากขึ้น อาทิเครื่องยนต์ในตำนานของ BMW 3.0 CSL Racing Coupe ในปี 1974 ซึ่งหากเป็นรุ่นธรรมดาจะใช้เครื่องยนต์เทคโนโลยี 2 วาล์ว ทำแรงม้าได้ 206 แรงม้า แต่หากเป็นรุ่น Racing ที่ฝาสูบมี 4 วาล์วและขนาดความจุเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร จะสร้างแรงม้าได้สูงถึง 440 แรงม้า

ในปัจจุบันเทคโนโลยี multi-valve เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของเครื่องยนต์ยุคใหม่ ที่มีส่วนช่วยทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากในอดีต มันคือองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบเครื่องยนต์ที่เมื่อเวลาผ่านไปมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลของเครื่องยนต์
6 สูบแถวเรียง 24 วาว์ล (4 วาล์ว/สูบ)
ความจุ 3.5 ลิตร
ให้กำลัง 440 แรงม้า

7. 1983 เครื่องยนต์ 4 สูบ Turbo จาก BMW Formula 1

จากความสำเร็จของการออกแบบเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุใหญ่ เหล่าวิศวกรถูกท้าทายอีกครั้งโดยโจทย์ครั้งนี้คือการออกแบบเครื่องยนต์ให้มีขนาดความจุที่เล็กลง แต่พละกำลังยังต้องแรง โดยเครื่องยนต์ของ BMW F1 มีขนาดความจุจิ๋วเพียง 1.5 ลิตร แต่สามารถสร้างพละกำลังได้อย่างน่าทึ่งสำหรับเทคโนโลยีในปี 1980 โดยมีข่าวลือว่าเจ้าเครื่องยนต์ของ BMW F1 ชุดนี้ที่ถูกจูนมาสำหรับรอบซ้อม สามารถรีดพลังได้สูงถึง 1,200 แรงม้า ซึ่งเป็นพละกำลังที่ท้าทายนักขับ F1 เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในยุคที่คนขับยังไม่มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ใดๆ

และเมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีจากวงการมอเตอร์สปอร์ต ก็ค่อยๆ ถูกนำมาใส่ในรถยนต์นั่งปกติ จึงเป็นอีกข้อพิสูจน์ว่าเครื่องยนต์ของ BMW F1 เป็นเหมือนเครื่องยนต์ต้นแบบของการสร้างเครื่องยนต์ในแบบ Down sizing ของยุคปัจจุบัน ที่มีความจุน้อยลง ประหยัดน้ำมันและปล่อยมลภาวะน้อย แต่ยังคงแรงไม่แพ้รถยนต์เครื่องใหญ่ๆ จากในอดีต

ข้อมูลของเครื่องยนต์
4 สูบพร้อมระบบอัดอากาศ Turbocharger
ความจุ 1.5 ลิตร
ให้กำลัง 1,200 แรงม้า (ในการปรับจูนรุ่นซ้อม)

8. 1983 เครื่องยนต์ดีเซล 6สูบ ใน BMW 524td (E28)

จากประสบการณ์การทำเครื่องยนต์ที่ผ่านมามากกว่า 60 ปี ก็ถึงเวลาของการมาถึงของเครื่องยนต์ดีเซล BMW เครื่องแรกที่ถูกผลิตขายจริงในจำนวนมาก โดยเครื่องยนต์ดังกล่าวถูกติดตั้งใน BMW 5 Series ซึ่งสร้างพละกำลังได้อย่างน่าประทับใจกับตัวเลข 115 แรงม้าและแรงบิด 210 นิวตันเมตร ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่โดดเด่นสำหรับรถยนต์ดีเซลในเวลานั้น นั้นหมายความว่าสโลแกน sheer driving pleasure จะไม่ได้ถูกจำกัดแค่รถยนต์เครื่องเบนซินอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึงรถยนต์เครื่องดีเซลอีกด้วย

จากเดิมที่เครื่องยนต์ดีเซลถูกยอมรับแค่ในวงรถบรรทุกและแทร็คเตอร์ ในภายหลังสังคมก็ยอมรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ถูกติดตั้งในรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น จากพละกำลัง ความสบายรวมไปถึงอัตราสินเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดจึงทำให้ BMW 524td คือผู้บุกเบิกทางให้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลที่สะอาดในปัจจุบัน

ข้อมูลของเครื่องยนต์
6 สูบดีเซลพร้อมระบบอัดอากาศ Turbocharger
ความจุ 2.4 ลิตร
ให้กำลัง 115 แรงม้า

9. 1987 เครื่องยนต์ V12 ใน BMW 750i (E32)

ในเวลานั้นเครื่องยนต์ 12 สูบคือสิ่งประดิษฐ์ที่ทั่วทั้งโลกต่างตกตะลึง นิยามของ “BMW V12” หมายถีงความนุ่มนวล สุขุม แต่แฝงไว้ด้วยพละกำลังที่มหาศาล โดยเฉพาะเรือธงอย่าง BMW 750i ที่เป็นหนึ่งในด้านเครื่องยนต์ 12 สูบจากเยอรมันมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

เครื่องยนต์ BMW V12 คือส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้ BMW 750i โดดเด่นในเรื่องการขับขี่และความสบาย โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งด้านใดด้านหนึ่ง หากจะให้เห็นภาพว่าเครื่องยนต์ V12 เครื่องนี้ทำงานได้เรียบแค่ไหนคุณคงต้องลองเอาเหรียญมาวางไว้บนเครื่อง แล้วจะพบว่าเหรียญที่วางอยู่นั้นจะคงตั้งอยู่โดยไม่ร่วงตกไปไหน และนั้นคือจุดกำเนิดของแนวคิดเรื่องข้อดีของเครื่องยนต์ไฟฟ้าทึ่ซึ่งความนุ่มนวลคือหัวใจสำคัญ

ข้อมูลของเครื่องยนต์
12 สูบแบบ V
ความจุ 5.0 ลิตร
ให้กำลัง 300 แรงม้า

10. 2004 เครื่องยนต์ V10 จาก BMW M5 (E60)

จากเครื่องยนต์ 12 สูบ สู่เครื่องยนต์ 10 สูบ จากความนุ่มนวลสุขุมของเครื่องยนต์ สู่การออกแบบเครื่องยนต์ให้ดุดันสปอร์ต ตัวเลขของพละกำลังคือสิ่งที่พูดถึงคาแรกเตอร์ของเครื่องยนต์ชุดนี้ได้ดีที่สุด จากการออกแบบใหม่ของเครื่องยนต์บล็อกนี้ทั้งตัว ทำให้ตัวเลขของแรงม้านั้นสูงถึง 500 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และถ้าคุณกำลังสงสัยว่าทำไมคุณอ่านแล้ว มันดูคล้ายกับตัวเลขของรถแข่งก็คงไม่ต้องแปลกใจไป เพราะเครื่องยนต์ S85 ชุดนี้ที่ถูกติดตั้งอยู่ในร่างของรถหรู 4 ประตูอย่าง BMW 5 Series (ตัวแรงอย่าง M5 และ M6 E63/R64) ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องยนต์ของ Formula 1 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 10 สูบในขณะนั้น

เจ้า S85 คือเครื่องยนต์ 10 สูบ แรกและเครื่องยนต์เดียวที่ BMW ผลิตออกมาโดยเป็นเครื่องยนต์ที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์ของ BMW มากที่สุดเครื่องยนต์หนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลของเครื่องยนต์
10 สูบแบบ V
ความจุ 5.0 ลิตร
ให้กำลัง 507 แรงม้า

11. 2013 เครื่องยนต์ไฟฟ้า ใน BMW i3 (I01)

ความสำเร็จของ BMW i3 คือสิ่งที่ทำให้ BMW ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ถึงความเป็นผู้นำในด้านรถยนต์ไฟฟ้า โดยคนขับไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องระยะการเดินทางอีกต่อไป เป็นครั้งแรกที่ผู้ขับจะได้สัมผัสถึงประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าก็สามารถขับขี่ได้สนุก ต้องขอบคุณอัตราเร่งที่พุ่งปรูดปราดจนชนะรถคันอื่นเมื่อออกตัวจากไฟเขียวในทุกๆ แยกจนคุณไม่สามารถหุบยิ้มได้ ในขณะเดียวกันคุณจะค้นพบว่าการชาร์จไฟนั้นทำได้อย่างง่ายดายซึ่งจะทำให้คุณสร้างสถิติการประหยัดใหม่ได้ในทุกครั้งที่ขับ

คุณจะสามารถเพลิดเพลินไปกับความประหยัดได้พร้อมๆ กับการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ!

ข้อมูลของเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า
ให้กำลัง 170 แรงม้า
ความจุแบตเตอรี่ 37.9 kWh

12. 2014 เครื่องยนต์ 3 สูบ Hybrid มอเตอร์ไฟฟ้า ใน BMW i8 (I12)

BMW i8 คืออีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้ากับความสปอร์ตคือสิ่งที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในรถหนึ่งคัน โดยเครื่องยนต์ของ BMW i8 จะทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถรีดพละกำลังได้จากเครื่องยนต์ 3 สูบ Turbo + มอเตอร์ไฟฟ้า ได้มากถึง 362 แรงม้า เครื่องยนต์จะส่งกำลังขับเคลื่อนสู่ล้อคู่หลังและมอเตอร์ไฟฟ้าจะรับผิดชอบในส่วนของล้อคู่หน้า

ไม่ใช่เพียงแต่รูปทรงที่ดูสปอร์ต แต่ตัวเลข 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น ก็คู่ควรกับดีไซน์ด้วยระยะเวลาเพียง 5 วินาที ในขณะที่ด้านของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็สามารถทำได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้รถเล็ก BMW i8 จึงเป็นรถสปอร์ตแห่งยุคศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนยอมรับอย่างแท้จริง นอกเหนือจากนี้เครื่องยนต์ของ BMW i8 PHEV นั้นยังได้รับรางวัล “Engine of the Year” ในปี 2019 ติดต่อกัน 5 ปีซ้อน นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีสำหรับ BMW เลยทีเดียวครับ

ข้อมูลของเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ 3 สูบ พร้อมระบบอัดอากาศ Turbocharger
ขนาดความจุ 1.5 ลิตร
ให้กำลัง 231 แรงม้า
+เครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า
ให้กำลัง 131 แรงม้า
ความจุแบตเตอรี่ 11.6 kWh

จากเครื่องยนต์เครื่องบินมาสู่โลกของเครื่องยนต์ไฟฟ้า เราได้เห็นถึงพัฒนาการของเครื่องยนต์ BMW ที่ถูกพัฒนาเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ที่ BMW ได้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ แม้วันนี้เราได้ทดลองจัด 12 สุดยอดเครื่องยนต์ที่ถูกสร้างขึ้น แต่อันดับทั้งหมดนี้คงไม่อาจคงอยู่ถาวรในโลกของรถยนต์ที่กำลังจะถึงจุดเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานทางเลือกอื่นๆ โลกของเรายังคงหมุนอยู่ ล้อรถยังคงกลิ้งไปข้างหน้า ไม่แน่ในวันข้างหน้าเราคงจะได้เห็นอีกหลายเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้ทุกการขับเคลื่อนของเรา สะอาด สนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าทุกวันนี้อีกก็เป็นได้ครับ

Source https://www.bmw.com  

Comments

comments