รีวิว BMW X5 xDrive45e M Sport ต้นตระกูล SAV กลับมาอีกครั้ง พร้อมรหัสใหม่ 45e

SAV ต้นตระกูลกลับมาอีกครั้ง พร้อมรหัสที่ขยับขึ้นเป็น 45e เรามาทดลองขับดูว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้นคุณจะได้อะไรกลับมาบ้าง

ในตอนที่ BMW เปิดตัว BMW X5 รุ่นแรกในปี 1999 นั้น นักเรียนมัธยมปลายอย่างผมที่กำลังบ้ารถอย่างเข้าเส้นเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตลกสิ้นดี ที่ค่ายรถซึ่งภูมิใจกับความเป็น Ultimate Driving Machine จะลุกขึ้นมาทำรถตรวจการณ์อเนกประสงค์ยกสูง ซึ่งมันไม่มีทางจะขับดีเท่ารถเก๋ง และพอมารู้ว่าพวกเขาเลือกที่จะประดิษฐ์คำศัพท์ใหม่อย่าง ‘SAV’ ขึ้นมาเพื่อเรียกมันโดยเฉพาะ เพื่อบอกว่ามันยังมีบุคลิกสปอร์ตเฉียบคมแบบ BMW แท้ๆ แฝงอยู่เต็มเปี่ยม ผมก็ยิ่งเห็นว่าเจ้านี่เป็นเพียง Gimmick ทางการตลาด และไม่น่าจะประสบความสำเร็จอะไรได้เลย ในตอนนั้นผมแค่คิดว่าค่ายรถสปอร์ตก็ควรจะทำรถสปอร์ต ค่ายรถ SUV ก็ควรต้องทำรถ SUV และการที่ค่ายรถอย่าง BMW ข้ามตัวตนของตัวเองไปทำรถอีกประเภทนึง มันคือการทรยศต่อชาติพันธุ์ของตัวเองและสาวกที่จงรักภักดีกับแบรนด์มายาวนานอย่างถึงที่สุด ซึ่งก็ไม่ควรได้สิทธิ์ที่จะแจ้งเกิด

เวลาผ่านไปสองทศวรรษเศษๆ เรามาอยู่กันที่ปี 2020 พร้อมกับ BMW ที่มีรถยนต์ในอนุกรม X จนแทบจะใช้นิ้วมือนับไม่หมดอยูแล้ว ส่วนค่ายอื่นจากยุโรปไม่ว่าจะสมรรถนะสูง หรูหราไฮโซ หรือรากหญ้า ก็มี SUV อยู่ในไลน์อัพของตัวเองก็ให้พรึ่บ นี่ยังไม่นับถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หลายค่ายผ่านมรสุมทางการเงิน และอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ด้วยเดชะบุญของ SUV พวกนั้นอีกด้วย ภาษาอังกฤษเขามีคำว่า Older and wiser หรือแก่ขึ้นก็รอบรู้ขึ้น ซึ่งก็คงจะจริง เพราะ 20 ปีเศษๆ จากวันนั้นกับ BMW X5 อีกสามเจนเนอเรชันให้หลัง ผมก็พบว่าผมคิดผิดไปจริงๆ โดยเฉพาะตอนที่เพิ่งลงมาจาก BMW X5 xDrive45e M Sport แล้วส่งกุญแจให้คุณแพนขับคล้อยหลังออกจากบ้านไป

จาก 40e สู่ 45e…คุณได้อะไรเพิ่มมาบ้าง?

ถ้าจะพูดอย่างกำปั้นทุบดิน มันก็คือรถรุ่นใหม่ทั้งคัน และนี่ก็เป็น BMW X5 โมเดลแรกที่ใช้รหัสตัวถังในยุค G ที่เรานำมาทดสอบ ซึ่งที่ Bimmer-th เราพูดกันหลายครั้งแล้วว่า BMW จากยุค F มา G นั้น เราเห็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะเรื่องการขับขี่ มันเหมือนคุณกำลังพูดถึงโดนัทคลุกน้ำตาล KINU เทียบกับโดนัทคลุกน้ำตาลทั่วไปที่หน้าตาไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่คำแรกที่คุณกัดเข้าไป คุณจะสัมผัสได้ทันทีว่ามันกลมกล่อม นุ่มละมุน และทำจากส่วนผสมที่คุณภาพดีกว่า ซึ่งถ้าคุณเคยแต่นั่งมองมันแต่ไม่เคยได้หยิบใส่ปาก คุณก็คงไม่มีทางจะรู้

แต่จะเคยรับประทานหรือไม่มันก็เรื่องนึง ส่วนอีกเรื่องที่คุณจะรู้ได้จากแค่กางสเปกมานั่งอ่านก็คือการที่บีเอ็มดับเบิลยูได้เปลี่ยนเครื่องยนต์จาก N20 เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร BMW TwinPower Turbo ใน X5 xDrive40e โฉมที่แล้ว มาเป็นเครื่อง B58 เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร BMW TwinPower Turbo ซึ่งลำพังตัวมันอย่างเดียวก็เบ่งพลังออกมาได้ตั้ง 286 แรงม้าแล้ว และสำหรับแฟน BMW แท้ๆ ที่เลือดไหลออกมาเป็นสีฟ้าสลับขาว 6 สูบเรียงทุกรุ่นมันคือตำนาน (แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเก่าแก่มาตั้งแต่ยุคพาเลส คุณก็จะรู้ว่า 4 สูบเรียงมันก็ตำนานไม่แพ้กันหรอก)

มันยังมีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงถึง 113 แรงม้ามาช่วยงานอีกแรง ทำให้เมื่อสองระบบทำงานพร้อมกันจะปล่อยแรงม้าสูงสุดออกมาได้ 394 ตัว พร้อมกับแรงบิดขนาด 600 นิวตันเมตร ที่พร้อมขยับประเทศไทยไปอยู่อีก Timezone นึง ถ้ายังนึกภาพไม่ค่อยออก B58 นี่คือเครื่องรหัสเดียวกับที่สิงสถิตย์อยู่ใต้ฝากระโปรงรหัสลงท้าย 40i ทุกคัน รวมถึง BMW Z4 M40i และ Toyota Supra โฉมใหม่ด้วย เพียงแต่ B58 ที่อยู่ใน X5 นั้นจะถูกจูนลดกำลังลงมาให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นและทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้เนียนขึ้น

เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกวางไว้หน้าเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ ซึ่งทำให้ไม่ว่าเจ้า X5 จะใช้เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอยู่อย่างเดียวหรือใช้สองพลังคู่กัน มันก็จะสามารถเข้าถึงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ได้ทั้งนั้น เกียร์อัตโนมัติแม้ว่าจะเป็นแบบธรรมดา ไม่ใช่คลัทช์คู่หรือ CVT ที่มีเทคโนโลยีล้ำยุคอัดมาจนท่วม แต่พวกเราที่ Bimmer-th ทุกคนเห็นตรงกันว่าเกียร์ 8 จังหวะของ BMW ยุคหลังๆ นี่ทำงานได้ดีและเร็วจนไม่รู้จะโหยหาความซับซ้อนกว่านั้น เพื่อแลกกับค่าซ่อมแสนแพงและอาการงกๆ เงิ่นๆ ตอนวิ่งคลานเนิบๆ ในเมืองไปทำไม

แล้วเรื่อง ‘e’ ล่ะ?

ถ้าเป็น eDrive ในยุคแรกๆ ที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทางแค่ราว 25-30 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ผมคงไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมาก แต่พอมาเป็น BMW X5 xDrive45e ใหม่ ซึ่งใช้แบตเตอรี่เจนเนอเรชัน 4 ที่บีเอ็มดับเบิลยูเคลมว่ามันสามารถวิ่งได้ระยะทางเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 เท่า กับความเร็วสูงสุดที่ขยับเพิ่มไปเป็น 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผมก็คิดว่าคงจะต้องหาทางลองขับแบบไฟฟ้าล้วนดูสักหน่อย

คำนวณดูแล้วจุดหมายปลายทางที่เหมาะสุดก็คงจะเป็นราวๆ อยุธยา เพราะถ้าหาก BMW รุ่นเก่าๆ สามารถขับได้ 25 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง นั่นก็แปลว่า X5 ใหม่ จะทำได้อยู่ราวๆ 75-80 กิโลเมตร ซึ่งน่าจะทำให้ผมใช้ไฟฟ้าล้วนขับไปถึงอยุธยาได้สบาย แต่สิ่งที่ผมคิดไม่ถึงก็คือแบตเตอรี่ขนาดความจุเบ้อเริ่มเทิ่มของ X5 xDrive45e (24 kWh เท่ากับ Nissan Leaf รุ่นแรก) กับการที่บ้านผมมีเพียงแค่ปลั๊ก Outlet ธรรมดาที่โรงรถ ซึ่งไม่ได้ทำไว้รองรับการชาร์จไฟกำลังสูง แบตเตอรี่ก็เลยไม่เต็มในตอนออกจากบ้าน ดังนั้นใครที่คิดจะซื้อรถรุ่นนี้ คุณควรจะต้องติด Wallbox ที่บ้านเท่านั้น มิฉะนั้นแล้วคุณคงจะแทบไม่มีวันได้เห็นแบตเตอรี่ขึ้น 100% เพราะคนที่มีฐานะซื้อรถระดับนี้ได้ คงไม่อาจกลับถึงบ้านได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดินได้ทุกวัน

ผมเริ่มชาร์จมันตอนเที่ยงคืนพอดี โดยตั้งค่ากระแสการชาร์จไว้ที่ 10A (สูงสุดได้ 16A) หน้าจอมาตรวัด BMW Professional Live Cockpit จะมีการแจ้งขึ้นมาจะชาร์จเต็มประมาณกี่โมง ซึ่งกรณีของผมคือเกือบเที่ยงของอีกวันนึง ตรงนี้คนที่เพิ่งหันมาใช้รถเสียบปลั๊กต้องเรียนรู้ เพราะเต้าเสียบทั่วไปไม่ใช่ว่าจะรองรับการชาร์จไฟแอมป์สูงๆ ต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง รถพวกนี้จึงมีเมนูให้เข้าไปตั้งค่ากระแสไฟให้เหมาะสมกับแหล่งจ่ายไฟได้ ยิ่งรถฉลาดๆ อย่าง BMW นี่สามารถตั้งค่าให้ชาร์จไฟตอน Off-peak เพื่อให้ชาร์จตอนอัตราค่าไฟถูกได้ด้วยซ้ำไป แน่นอนว่าการชาร์จด้วยกระแสต่ำย่อมแลกมาด้วยเวลาที่นานขึ้น แต่ระหว่างชาร์จนานกับบ้านไฟไหม้ คุณน่าพอจะตัดสินใจได้แหละว่าควรเลือกแบบไหน

ช่วงสายวันรุ่งขึ้นผมคว้ากุญแจ Display Key ขึ้นมาดูว่ารถชาร์จไปได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็พบว่าระบบสามารถเติมไฟเข้าแบตเตอรี่ได้เร็วกว่าที่แจ้งไว้เมื่อคืนนิดหน่อยที่ราวๆ 90% ส่วนระยะทางการขับด้วยพลังไฟฟ้านั้นขึ้นมาที่ 68 กิโลเมตร ผมออกเดินทางด้วยโหมด ELECTRIC ซึ่งจะใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว คลานออกจากซอยบ้านไปเงียบๆ เพื่อไปหาทางด่วน X5 xDrive45e ออกตัว เร่งแซง เหมือนกับรถปกติทั่วไป ไม่มีอาการยืดยาดที่ทำให้รู้สึกอึดอัดจากการใช้พลังมอเตอร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าลำพังมอเตอร์ 113 แรงม้า ที่แรงบิดพรั่งพรูมาตั้งแต่มันเริ่มหมุนนั้น มันสามารถพารถร่างหนัก 2.5 ตัน วิ่งฉิวได้สบาย ผมลองเช็คกับภรรยาที่นั่งอยู่บนเบาะหลังซึ่งขับรถญี่ปุ่นไฮบริดระดับ 180 แรงม้า อยู่เป็นประจำดู..เธอยังนึกว่าเราใช้เครื่องยนต์กันตามปกติเสียด้วยซ้ำ

ผมพา X5 พุ่งออกจากด่านจ่ายเงินแบบทิ้งทุกคันเอาไว้ข้างหลังอย่างสนุกสนาน แถมยังทะยานแซงรถช้าไปอีก 4-5 คันรวดในตอนขึ้นเนินผ่านหน้า Rest Area ในแบบที่คงจะไม่มีใครรู้ว่า BMW สีขาวคันเบ้อเร่อคันนี้ใช้แค่แรงจากมอเตอร์ล้วนๆ และปล่อยมลพิษน้อยกว่าพวกเขาเป็นกระบุง (หรือเรียกว่าไม่ปล่อยเลยน่าจะถูกกว่า) ผมขับด้วยโหมด ELECTRIC ต่อไปเรื่อยจน Range ของแบตเตอรี่ขึ้นเป็น “— km” X5 ก็ยังคงวิ่งด้วยไฟฟ้าต่อไปอีก 2-3 กิโลเมตร ก่อนที่ระบบจะสั่งการให้ตัดเข้าโหมด HYBRID พร้อมเครื่องยนต์ที่ติดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ผมชำเลืองดูระยะทางบนหน้าปัดขึ้นอยู่ที่ 62 กิโลเมตร ซึ่งก็นับได้ว่าแม่นยำพอสมควร และที่ BMW เคลมไว้ว่าสามารถวิ่งได้ถึง 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ก็น่าจะจริง

Driving Experience

ผมโตมาจนถึงวัยที่มีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐานและมองว่ารถที่ดีหนึ่งคันจำเป็นจะต้องทำอะไรได้ดีในมากสถานการณ์ เพราะชีวิตมันไม่ได้เป็นของเราคนเดียวเหมือนตอนโสด และผมว่าคนที่กำลังมองรถ SAV แบบ X5 นี่ก็คงจะมีลักษณะคล้ายกับผมอยู่บ้าง BMW X5 xDrive45e M Sport เป็น SAV ขนาด Fullsize ที่ท้ายรถกว้าง สูง และลึก สามารถใส่รถเข็นเด็กกับกระเป๋าเดินทางเข้าไปหลายใบแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ขนขึ้นลงแต่ละทีก็สะดวกเพราะมีออพชัน Comfort Access ที่คุณสามารถพกกุญแจไว้กับตัว แล้วยื่นเท้าเตะเท้าเข้าไปตรงใต้กันชนหลังเพื่อเปิดและปิดฝาท้ายได้ให้มาด้วย ระดับพื้นห้องเก็บสัมภาระอาจจะสูงตามลักษณะรถไปบ้าง แต่ถ้าคุณเตรียมการสักหน่อย คุณจะสามารถใช้กุญแจ Display Key ปรับความสูงรถให้ย่อลงมาได้สูงสุด 40 มิลลิเมตร ฝาท้ายแยกสองชิ้นที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ X5 นั้นดีมาก เพราะทำให้ไม่ต้องเว้นพื้นที่ด้านหลังรถเอาไว้มากๆ เวลาจะเปิดฝาท้ายแต่ละที และก็ทำให้คุณไม่ต้องห่วงว่าของจะฟาดโดนขอบบนของกันชนท้ายให้เสียโฉม

ส่วนภายในก็กว้างขวางจนสามารถใส่คาร์ซีทสำหรับลูกเล็กของคุณเข้าไปได้สบายๆ แล้วยังมีพื้นที่เหนือศีรษะเหลืออีกบานให้หายใจได้โล่งจมูก ถ้าไม่พอก็ยังเปิดม่านหลังคามาเจอกับพาโนรามิคซันรูฟเต็มคันมาช่วยได้อีก ช่องแอร์หลังก็มีมาให้ทั้งตรงคอนโซลกลางกับบนเสา B ซึ่งช่วยทำให้ตัวเล็กไม่เหงื่อแตกพลั่กอยู่ในคาร์ซีทและหลับง่ายหลับนานขึ้น และเมื่อทั้งลูกและภรรยาคุณหลับ นั่นก็พาให้ผมมาถึงจุดที่ชอบที่สุดของรถคันนี้ …นั่นคือ “อัตราเร่ง”

0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง หมูทดสอบเอาไว้ได้ที่ 6.3 วินาที ในโหมด Sport ส่วนอัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่เราใช้กันบ่อยกว่าการออกตัวจากจุดหยุดนิ่งด้วยซ้ำ X5 xDrive45e M Sport ทำได้ในเวลา 3.9 วินาที ถ้าคุณไม่ยังประทับใจกับตัวเลขของ SAV คันเขื่องที่ทำเอารถสปอร์ตคูเป้ขำไม่ออกแบบนี้ เห็นทีคงต้องหา X5 M หรือไม่ก็ Porsche Cayenne Turbo แทน ส่วน 3.9 วินาที มันคือขนาดไหน ผมแนะนำให้คุณลอง Google คำว่า “C43 AMG” ดู…

ความเด็ดของมันคือการที่ส่งมอบสมรรถนะอย่างนุ่มละมุนราวกับมวยผม Rapunzel ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถทะยานไปข้างหน้าเหมือนเสือชีต้าที่กำลังเข้าชาร์จกวางน้อย โดยที่ศีรษะของภรรยาและลูกน้อยของคุณไม่ฟาดเข้ากับพนักพิงศีรษะจนโครมสนั่น ในด้านความเร็วสูงสุดมันสามารถพาคุณไปได้ไกลกว่าที่ใจคุณจะกล้า และที่ความเร็วสูงพวงมาลัยยังนิ่งและหนักแน่น พร้อมให้คุณพาเปลี่ยนเลนหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมั่นใจ เพียงแต่ล้อขนาด 21 นิ้ว พร้อมยางซีรีส์ 40 บางเฉียบอาจจะทำให้ล้อหน้าพริ้วไปตามผิวถนนที่ไม่เรียบหรือรอยต่อ และทำให้คุณต้องยื้อพวงมาลัยสู้กับอาการเหล่านี้อยู่บ้าง แต่มันก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับรถทรงนี้ ถ้าไม่นับ BMW X7 M50d ที่นิ่งสนิทต่อให้คุณวิ่งความเร็วเกินกฎหมายกำหนดไป 2 เท่าตัว X5 xDrive45e M Sport คือ SAV ที่ขับแล้วให้ความรู้สึกถึง DNA ของ BMW ได้ชัดเจนที่สุด จนผมอยากจะให้รุ่นน้องในตระกูล X ขับดีได้สัก 70% ของมันบ้าง

ส่วนในทางโค้งทั้งกว้างและแคบ หน้ารถสามารถเลี้ยวจิกไปได้ตามพวงมาลัยสั่ง ฟีลลิ่งแป้นเบรกให้ความรู้สึกเหมือนรถเครื่องสันดาปภายในปกติ ไม่ไวจนประสาทเสียหรือเดี๋ยวตื้นเดี๋ยวลึกเหมือนเป็นไบโพลาร์ ซึ่งทำให้คุณกล้าที่จะหอบความเร็วสูงประมาณนึงพุ่งเข้าหาโค้งแล้วใช้ไลน์ที่ไม่ต่างอะไรจากรถเก๋ง สิ่งที่ตามมาคือการขับที่ผ่อนคลายและไม่เหนื่อยล้าเวลาต้องขับรถไกลๆ การควบคุมตัวถังทำได้ดี อาการเอียงตัวมีจำกัด ส่วนนึงคงเป็นผลพวงมาจากการที่วิศวกรเอาชุดแบตเตอรี่ไปซ่อนไว้ใต้พื้นรถตรงกลางและด้านหลัง ซึ่งช่วยดึงให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำลง ช่วงล่างปรับความหนืด M Sport Suspension ก็ถือว่ายังสามารถซับแรงสะเทือนเอาไว้ได้ค่อนข้างดีแม้จะอยู่ในโหมด Sport ถ้าจะมีสักเรื่องนึงที่อยากให้ปรับปรุงก็คงเป็นขนาดล้อที่ใหญ่จนเหลือยางบางเฉียบ ถ้ามันเล็กลงกว่านี้ได้สัก 1-2 นิ้ว แลกกับความหนาของแก้มยางคืนมา การขับขี่คงจะกลมกล่อมและชวนฝันกว่านี้อีกพอสมควร

ดีไซน์ตัวถังแบบใหม่ ต้นแบบของตระกูล X ในอนาคต แต่ขอหยุดกระจังหน้าไว้เท่านี้จะได้ไหม..

BMW X5 รุ่นปัจจุบันมีฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นก่อน 42 มิลลิมเตร ตัวรถยาวขึ้น 36 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 66 มิลลิเมตร และสูงกว่าเดิม 19 มิลลิเมตร ทำให้ตัวรถโดดเด่นมากขึ้นเวลาอยู่บนถนนและห้องโดยสารภายในก็กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม บอสใหญ่แผนกดีไซน์แห่ง BMW อย่าง Adrian van Hooydonk บอกว่าคอนเซปต์การออกแบบของ BMW X5 รุ่นใหม่ ซึ่งจะถูกใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ BMW X รุ่นต่อๆ ไปด้วย คือ “แข็งแกร่ง ชัดเจน และแม่นยำ” ด้วยการรายละเอียดบนตัวถังลง และเลือกใช้พื้นผิวบนตัวถังที่ดูสะอาดตา อย่างฝากระโปรงหน้าก็ถูกออกแบบให้มีพื้นผิวโค้งนูน ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าสั้น ซุ้มล้อมีลักษณะไปทางหกเหลี่ยมมากกว่าวงกลม กับแนวหลังคาที่ลื่นไหล ซึ่งทำให้ BMW X5 ใหม่รู้สึกทะมัดทะแมงและสปอร์ตในเวลาเดียวกัน

ตอนเปิดตัวรุ่น X5 xDrive30d เมื่อปีก่อน BMW เขียนในเอกสารแถลงข่าวว่า กระจังหน้าไตคู่ยุคใหม่ถูกปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีกรอบที่รวมเป็นชิ้นเดียว ซึ่งถ้ามาเป็นตอนนี้คงจะต้องเขียนว่า “กระทัดรัด” น่าจะถูกต้องกว่า และถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะส่งสารไปถึงผู้เกี่ยวข้องว่าหยุดยุ่งกับกระจังหน้าและได้โปรดปล่อยมันไปตามทางของมันที ไฟหน้าดวงคู่เป็น LED พร้อมระบบเปิดไฟสูงอัตโนมัติเป็นมาตรฐาน ถัดลงมาบนกันชนจะมีช่องดักลมขนาดใหญ่ที่มุมทั้งสองฝั่งตามการตกแต่งแบบ M Sport ซึ่งผมคิดว่าเป็นแบบที่ดูดีที่สุดสำหรับ BMW X5 โฉมนี้

มุมมองด้านข้างจะโดดเด่นที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าที่สั้นมาก ซึ่งในสายตาผมมันทำให้ X5 ดูกระทัดรัดและทะมัดทะแมงเป็นพิเศษ ล้ออัลลอย M ลาย Y-Spoke แบบสลับสีขนาด 21” พร้อมยาง Run flat ขนาดใหญ่โตถึง 275/40ZR21 ในด้านหน้า และ 315/35ZR21 ในล้อหลัง ซึ่งครั้งแรกที่ผมเห็นรถใส่ยางที่ขึ้นต้นด้วยเลขสามก็คือตอนที่ Lamborghini เปิดตัว Murcielago ใหม่เมื่อปี 2001 กับคาลิปเปอร์เบรก M สีน้ำเงินเอกลักษณ์ ซุ้มล้อหน้าจะมีครีบ Air Breather ไว้ระบายอากาศที่อั้นอยู่ในซุ้มล้อ ซึ่งช่วยลดอาการหน้าลอยได้ในความเร็วสูง ส่วนช่วงประตูหลังไปจนถึงแก้มท้ายจะมีการยกเส้นไหล่บนตัวถังขึ้นเพื่อให้ดูทันสมัยและสอดรับกับไฟท้ายพอดี ส่วนด้านท้ายไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าไฟท้ายแบบ BMW ยุคใหม่ที่มีการความนูนและเว้าแบบสามมิติ และท่อไอเสียทั้งสองฝั่งของตัวรถที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนนึงของกันชน

BMW Live Cockpit Professional และ Driving Assistant (เกือบ) เต็มรูปแบบ

เปิดประตูเข้ามาภายในคุณจะพบกับดีไซน์คอนโซลหน้าแบบ BMW ยุคใหม่ ซึ่งใช้ช่องแอร์ล้อมกรอบด้วยโลหะสีเงินด้านทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน พร้อมกับหน้าจอแอร์ดิจิตอลระหว่างช่องแอร์กลางที่ผมอยากจะให้มันเป็นจอสัมผัสไว้ให้ปรับอุณหภูมิได้เสียเหลือเกิน ข้างจอเป็นปุ่มหมุนเปิด/ปิดช่องแอร์ที่ขึ้นลายได้สวยงามจนเหมือนงานศิลป์ แอร์ดิจิตอลของ BMW X5 xDrive45e M Sport เป็นแบบแยกคุมอุณหภูมิได้ 4 โซน โดยของโซนหลังจะสามารถปรับได้เองจากผู้โดยสารตอนหลัง

ถัดขึ้นมาปุ่มไฟฉุกเฉินวางคู่กับปุ่มรูปรถที่ถูกล้อมไว้ในวงกลม ซึ่งจะเปลี่ยนสีจากแดงเป็นเขียวถ้าหากระบบตัวช่วยด้านการขับขี่ทั้งระบบรักษารถให้วิ่งอยู่ในเลน ระบบเตือนเมื่อรถเริ่มเบี่ยงออกนอกเลน การแทรกแซงพวงมาลัย ถูกเปิดเอาไว้เต็มระบบ ซึ่งเท่าที่ทดลองใช้ตอนวิ่งบนทางด่วน ระบบทำงานได้ละเอียดและนุ่มนวลดีมาก เวลาที่รถกำลังจะเบี่ยงออกนอกเลน พวงมาลัยจะสั่นเตือนแบบละเอียด และถ้าคนขับไม่ทำอะไรมันก็จะค่อยๆ ดึงรถกลับเข้ามาในเลนเองอย่างสุภาพ ไม่เหมือนถูกใครปล่อยหมัดฮุกจนหน้าหัน  

เหนือขึ้นไปอีกจะเจอกับหน้าจอควบคุมกลางขนาด 12.3” ที่สามารถคุมได้ทั้งการสัมผัสหน้าจอ ผ่านปุ่มโรตารี่ หรือใช้การเคลื่อนไหวมือ (Gesture Control) ซึ่ง BMW โปรแกรมมาให้สั่งการได้มากขึ้นกว่าเวอร์ชันแรกๆ รวมถึงการมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ในระบบ iDrive อย่าง Caring car และสามารถรองรับ Apple Carplay ได้แล้ว ส่วนด้านล่างของคอนโซลจะเจอกับแผงควบคุมเครื่องเสียง Harman Kardon ช่องเก็บของที่มีแท่นชาร์จโทรศัพท์และกุญแจ Display Key ไร้สาย รวมถึงที่วางแก้วน้ำสองตำแหน่งที่กดให้แช่เย็นหรืออุ่นร้อนเครื่องดื่มแยกกันได้อย่างอิสระที่มีฝาปิดมามิดชิดและเรียบร้อย

ชุดปุ่ม Driving Experience Control มีการจัดเรียงใหม่เนื่องจากรถคันนี้เป็นแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด จึงมีโหมด ELECTRIC, HYBRID และ BATTERY CONTROL เพิ่มขึ้นมา มาตรวัดเป็นแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ ซึ่งหลังจากอยู่กับมันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก็เริ่มจะเกิดความคุ้นชินขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าเลือกได้ผมก็ยังชื่นชอบหน้าปัดแบบเดิมที่อ่านค่าและชัดเจนกว่าอยู่ดี ส่วนการควบคุมอื่นๆ ทั้งพวงมาลัย คันเกียร์ ปุ่มควบคุม iDrive และอื่นๆ ก็เป็นไปตามธรรมเนียมของ BMW ในยุค 2020

สรุป

“ทำไมคนเมืองอย่างเราถึงต้องการรถ SAV” นั่นคือคำถามที่โมทิ้งท้ายไว้ให้ผมก่อนแยกย้ายกัน

ผมนึกอยู่ไม่นานก็ตอบไปว่า สำหรับคนที่มีครอบครัวแล้ว Space คือสิ่งสำคัญซึ่งมักเป็นข้อจำกัดของรถซีดานหรือแฮทช์แบค อันที่จริงรถแบบ Touring เช่น 530i M Sport Touring ดูเหมือนจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะมันขับได้ดีแทบจะไม่ต่างจากลูกพี่ลูกน้องรุ่นซีดานของมัน และก็มีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอแล้ว แต่ด้วยจำนวนที่มีน้อยและราคาค่าตัวแพงกว่ารุ่นซีดานอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มันเกิดการเปรียบเทียบที่ทำให้รู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะจ่ายส่วนต่างขึ้นมา

เหตุผลที่สองคงเป็นสภาพท้องถนนบ้านเราทุกวันนี้ที่ทรุดโทรมลงหลังจากถูกปู้ยี่ปู้ยำและไม่ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างถูกวิธีมาหลายปี รถที่เตี้ยจึงต้องระวังเวลาขับมากกว่ารถทรงสูง แถมช่วงล่างยังอาจจะไม่นุ่มนวลเท่า เพราะข้อจำกัดของระยะการทำงานช่วงล่างที่จะต้องสั้นกว่ารถใต้ท้องสูงแบบ SAV

ส่วนเหตุผลสุดท้ายคือความรู้สึกปลอดภัย รถ SAV สูงกว่ามองสถานการณ์ข้างหน้าได้ไกลกว่า ยิ่งในยุคที่มีแต่ PPV และกระบะบ้าพลังวิ่งกันเต็มเมือง การที่รถเราสูงกว่าหรือสูงเท่าพวกเขาก็ทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่าเวลาต้องเดินทางไปไหนมาไหน

แต่ปัญหาโดยทั่วไปของ SAV ก็คือรูปทรงสูงใหญ่ที่ทำให้มักมีข้อจำกัดเรื่องการขับสนุก ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์อย่าง BMW ที่เข้าใจการทำรถให้ขับดีอย่างถ่องแท้ เพราะในขณะที่ผมคิดว่า BMW X2, X3 และ X4 นั้นก็ขับได้ค่อนข้างดีสำหรับรถประเภทนี้ แต่มันกลับไม่มีอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกพิเศษ ไม่มี DNA ของ BMW ไหลวนอยู่รอบตัวคุณอย่างตลบอบอวล ไม่ได้เชื่อมต่อกับคุณจนเหมือนเราคุยกันได้ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบการขับรถ บ้ารถ และคลั่งไคล้ในสมรรถนะของรถ คุณจะรู้สึกว่าชีวิตส่วนนึงของคุณขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย

แต่สำหรับ BMW X5 xDrive45e M Sport นั้น ดูเหมือนความต้องการทุกด้านจะได้รับคำตอบ มันขับสนุกและเชื่องมืออย่างที่ BMW ควรเป็น มันสนทนากับคุณทันทีที่คุณปรับตัวกับขนาดของมันและหน้าปัดล้ำไปห้าพิภพของมันได้ มันมีออพชันใส่มาให้สมกับราคาและความเป็นรถในยุค 2020 และมันมีพื้นที่กว้างขวางให้ครอบครัวคุณนั่งอย่างสุขสบาย รูปลักษณ์ภายนอกดูลงตัวและหรูหรา แบบที่คุณไม่ต้องพยายามอธิบายคนรอบข้างด้วยแม่น้ำทั้งห้าว่ามันมีสตอรี่มาจากคำว่า Grand Tourer ในยุค 1800s หรือการสมาสสนธิของ SUV กับ Coupé และระบบปลั๊ก-อิน ไฮบริดก็ช่วยให้มันขับได้อย่างกระปรี้กระเปร่า พร้อมกับช่วยให้คุณสบายกระเป๋าขึ้นเวลาเติมน้ำมัน (ค่อยมาสลดตอนจ่ายค่าไฟแทน..ล้อเล่น) ส่วนภายในนั้นถ้าคุณไม่ได้หันไปมองข้างหลังแล้วพบกับเบาะแถวเดียวกับบรรยากาศแบบ BMW ทั่วไป มันก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจาก BMW X7 M50d ซึ่งราคาสูงกว่าอยู่ 4 ล้านบาทมากนัก ซึ่งนั่นทำให้ X5 ดูคุ้มค่าขึ้นอีกมาก

แต่สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดของรถแบบนี้ก็คือ การที่มันจะมาเป็นรถที่ร่วมแชร์ทุกจังหวะชีวิตของผมกับครอบครัว ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา วันดีหรือร้าย วันฉลองก้าวใหม่ในชีวิต และอื่นๆ อีกนานับไม่ถ้วน จนมันผสานเป็นเนื้อเดียวกับครอบครัวในแบบที่ไม่อาจจะแยกออกโดยความรู้สึกไม่เสียหายได้ รถที่ควรค่ากับตำแหน่งนี้จึงต้องเป็นมากกว่าแค่กระดองโลหะติดล้อที่พาคุณเดินทางจากจุด A ไปถึงจุด B ได้ ซึ่ง X5 xDrive45e M Sport นั้นเปรียบเสมือนคุณได้ขับทายาทรุ่นที่ 4 ของ “ตำนาน” ผู้ให้กำเนิดคำว่า SAV แก่ BMW และจุดประกายกระแสรถยนต์ตรวจการณ์อเนกประสงค์ไปทั่วโลกมาอีกสองทศวรรษเศษๆ และแค่เพียงเรื่องนี้ มันก็มีความพิเศษพอที่จะมาแชร์ช่วงเวลาของคุณกับคนที่มีค่ายิ่งในชีวิตคุณแล้ว

มาถึงตรงนี้ เรื่องเดียวที่ผมอยากจะบอก BMW Thailand ก็คือ…สปอนเซอร์ X5 ให้ Bimmer-th.com สักคันเถอะ

ไปล่ะ!

ขอขอบคุณ
BMW Thailand เอื้อเฟื้อรถทดสอบ


แล้วนักเขียนคนอื่นๆ ของเราคิดยังไงกันบ้าง?

ความเห็นจาก Pan Paitoonpong

BMW X5 xDrive45e เป็นรถที่พัฒนาจากรุ่นเดิมแบบก้าวกระโดดในหลายด้าน ผมรู้สึกได้ถึงอรรถรสในการขับขี่ทันทีที่กระแทกคันเร่งปลุกเครื่องยนต์เทอร์โบหกสูบเรียงเสียงหวานให้ทำงาน รสชาติมันคนละเรื่องกับ X5 xDrive40e รุ่นเดิมที่เป็นเครื่องยนต์สีสูบ รุ่นนั้นก็ว่าแรงแล้ว รุ่นใหม่นี้ ดึงแรง ไปอย่างโหด อัตราเร่งแซง 80-120 สามารถไล่กวด X7 M50d ได้และมี Soundtrack ที่เงียบๆแต่หวานชวนให้เคลิ้ม นอกจากนี้ การทำงานของระบบไฮบริดฉลาดขึ้นกว่าเดิม หากวิ่งทางไกลเร็วๆ กล่อง ECU จะสั่งให้พึ่งพาเครื่องยนต์เป็นหลัก ซึ่งดีกว่าการปล่อยให้ใช้มอเตอร์จนพลังแบตเตอรี่เหลือร่อยหรอ เป็นจุดอ่อนที่เคยมีในรถรุ่นเดิม

ผมทดลองกดโหมดวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน และใช้ความเร็วเดินทาง 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง พอผ่านไป 15 กิโลเมตร พลังไฟแบตเตอรี่ลดลงไป 25% นั่นแสดงว่าในชีวิตจริง คุณสามารถขับเจ้า xDrive45e คันนี้เป็นระยะทาง 60 กิโลเมตรโดยไม่ต้องพึ่งน้ำมันเบนซินสักหยด หรือถ้าปรับไปโหมดไฮบริดแล้วขับแบบสุภาพ ก็ได้ตัวเลขระดับ 14 กิโลเมตรต่อลิตร ดังนั้นผมถือว่าขุมพลังใหม่ของ X5 คันนี้ มอบ “The Best of Both World” ให้ได้สุดทั้งในเรื่องความแรง และความประหยัด นี่ยังไม่นับช่วงล่าง ซึ่งหากไม่นับอาการท้ายยวบแกว่งนิดๆที่มักพบเวลาลงคอสะพาน ซึ่งมีอาการมากกว่ารุ่นเดิมอยู่บ้าง ในเรื่องอื่นถือว่าดี ซับแรงกระแทกได้แบบรถหรู และยังพอให้สาดโค้งโหดๆตามสไตล์คนขับ BMW ตัวจริงได้แน่ๆ

เรื่องอุปกรณ์ติดรถ ผมถือว่าทาง BMW จัดมาได้ดี ให้มาในสิ่งที่เหมาะสมกับราคาของรถ ถ้าคุณชอบปุ่มเยอะๆและจอทัชสกรีนที่ทันสมัย X5 ใหม่นี่มีมากพอจนทำให้นักบิน Airbus A380 รู้สึกเหมือนไม่ได้ออกจากห้องนักบินไปไหน เบาะหน้านั่งสบายโอบรับกระชับสรีระดี ผมรู้สึกว่าถ้าให้ขับรถคันนี้ไปอีก 1,000 กิโลเมตร ก็พร้อม ขอเพียงอย่างเดียวว่าอย่าให้ผมไปนั่งเบาะหลังเลย มันมีพื้นที่เยอะ และตัวเบาะสบายก็จริง แต่พนักพิงศีรษะหลังเป็นชิ้นเล็กและแข็ง นั่นคือจุดเดียวภายในรถที่ผมอยากให้มีการปรับสักนิด

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ หากต้องเลือกรถสักคันที่เป็น SUV ในพิกัดดังกล่าว และมีข้อแม้ว่าต้องเป็นรถ Plug-in Hybrid ผมมั่นใจว่า X5 xDrive45e จะเป็นรถที่มีบาลานซ์ในทุกด้านดีที่สุด ทั้งตอนเร่ง ตอนเบรก ตอนขับแบบท้าทายตัวเอง หรือในเวลาที่คุณเอ็นจอยกับการขับช้าๆ กุมมือคนที่คุณรักซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ไปในสายธารการจราจรที่ติดหนึบของกรุงเทพในยามเย็น นี่คือจุดที่ BMW สามารถปรุงรส SUV Plug-in Hybrid ออกมาได้ดีที่สุด และเหมาะกับการใช้งานในบ้านเราที่สุดแล้ว


ความคิดเห็นจาก Thitipat Hiranbavorntip

BMW​ X5​ 40e​ M​Sport​ รุ่นก่อน​ นับเป็นหนึ่งในรถที่เรานำมารีวิวเป็นคันแรก​ๆ​ ของเว็บ​และถือเป็นหนึ่ง​ในหัวเรือสำคัญของตระกูล​ e​Drive​ Plug​-in​ Hybrid​ ที่​ ​BMW​ นำเข้ามาบุกตลาด​เมื่อราว​ 3​-4 ปีก่อน​

มาถึงวันนี้​ BMW​ ได้นำ​ X5​ 45e​ ที่ถูกพัฒนา​ขึ้นบนพื้นฐานโครงสร้างตัวถังรถใหม่​ โดยพยายามลบจุดด้อยต่างๆ​ ที่รุ่นก่อนมี​และเสริมจุดดีในรุ่นเก่าต่างๆ​ ให้เด่นชัดขึ้น

อาทิขนาดของเครื่อง​ยนต์​ที่เหมาะสมกับตัวรถมากขึ้น​ พละกำลังของมอเตอร์​ไฟฟ้า​และแบตเตอรี่​ ที่ถูกอัพเกรดเสียใหม่จน​สามารถใช้ในชีวิต​ประจำวันได้นานขึ้น​ ไกลขึ้น ​จนมีความใกล้เคียง​กับรถ​ EV​ แท้ๆขึ้น​ทุกวัน

หากจะเปรียบเทียบ​ให้เห็นภาพมากขึ้น​ BMW​ X5​ รุ่นก่อน​ คงเปรียบเหมือน​ผู้บริหาร​องค์กร​ใหญ่​ ที่เพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งใหม่ได้ไม่นานนัก​ กำลังริเริ่มปรับโครงสร้าง​บริษัท​ใหม่​ ถึงแผนงานที่เขาทำจะดูเทพมาก​แค่ไหน แต่ด้วยความที่เขายังใหม่ในองค์กร​ ก็ยังทำให้แผนงานชุดนี้พอมีข้อบกพร่อง​อยู่​บ้าง

​มาในวันนี้​หลังเวลาผ่านไป​ 3ปี​ ผู้บริหาร​ท่านนี้​ ทราบถึงข้อด้อยต่างๆของแผนงานเก่า​ จึงปรับองค์กรใหม่​ให้เข้ายุคสมัย​มากขึ้น​ หลบจุดด้อยต่างๆ​ ที่​ X5​ รุ่นก่อนมี​ เพิ่มความเป็นเด็กซนเข้าไปนิด​ๆ​ จนกลายเป็น​ X5​ รุ่นที่คุณผู้อ่านกำลังเห็นอยู่ตรงหน้านี้​

สำหรับผม​การปรับปรุง​ครั้งนี้​เป็นอีกข้อพิสูจน์​ที่ทำให้เห็นได้ว่า​ อนาคตของรถยนต์​ที่สามารถขับได้สนุก​ และเป็นมิตร​ต่อ​สิ่งแวดล้อม​ แถมยังอเนกประสงค์​อีกนั้น​ เกิดขึ้นจริงแล้ว​ โดยคุณ​ไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป


จบบริบูรณ์

The following two tabs change content below.
Thanapol Ratanaboon
มนุษย์เงินเดือนผู้คลั่งไคล้ในรถยนต์สมรรถนะยอดเยี่ยม นักแข่งรถสมัครเล่นที่มักจะพบเห็นวิ่งดมฝุ่นอยู่ท้ายสนาม นักแปลบทความอิสระนิตยสาร BMW Car Magazine และ GT Porsche และหนึ่งในทีมงาน Bimmer-th.com

Comments

comments