รีวิว BMW ConnectedDrive บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน, ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ เริ่มใช้ในไทยได้แล้ว

รีวิววันนี้ ผมพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับ BMW ConnectedDrive ฟีเจอร์ใหญ่ที่มีในรถ BMW มานาน แต่เพิ่งจะเริ่มใช้ในไทยได้ปีนี้กันครับ เพิ่งมีการประกาศเปิดตัวฟีเจอร์นี้ไปในงาน Bangkok International Motor Show 2018 ที่ผ่านมา แต่ยังมีรถที่รองรับอยู่ไม่มากนัก ซึ่งทาง BMW Thailand ได้ประกาศว่า หลังจากนี้ รถรุ่นใหม่ๆ ในไทย จะทะยอยเพิ่มฟีเจอร์ BMW ConnectedDrive เข้ามาให้หมด ดังนั้น เรามารู้จัก และลองใช้กันครับ

BMW ConnectedDrive จะใช้ได้ในรถรุ่นที่รองรับมาจากโรงงานเท่านั้นนะครับ มาติดตั้งเพิ่มเองทีหลังไม่ได้ เพราะในตัวรถ จะมี SIM Card ติดตั้งมาให้อยู่ในระบบ สำหรับเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลของ BMW จึงทำให้รถ BMW คันที่มีระบบ ConnectedDrive สามารถรับส่งข้อมูล และเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นได้ตลอดเวลา และทำให้ BMW ConnectedDrive มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจ หลายอย่าง ที่ผมจะพูดถึงให้ชมกันในรีวิวนี้ครับ

Emergency Services (SOS)

อย่างแรก เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ BMW ConnectedDrive อาจช่วยชีวิตเราได้ครับ ทันทีที่เซ็นเซอร์ของรถ BMW ตรวจจับได้ว่า รถของเรามีการชนปะทะอย่างรุนแรง ตัวรถจะส่งแจ้งเตือนไปยังศูนย์ข้อมูลของ BMW ConnectedDrive และจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อเข้ามาหาเราทันที ผ่านลำโพงของรถยนต์ โดยที่เราไม่ต้องกดปุ่มใดๆ ทั้งสิ้น (เผื่อในกรณีที่มีการชนหนัก และเราไม่สามารถขยับร่างกายได้) เราแค่สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ ถึงสภาพ อาการ สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ไหม โอเคอยู่ไหม บาดเจ็บตรงไหนบ้าง ต้องการความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง จากนั้น BMW ConnectedDrive จะจัดส่งรถฉุกเฉิน รถพยาบาล รถลาก มายังจุดเกิดเหตุทันทีที่เราร้องขอ (หรือถ้าเจ้าหน้าที่ติดต่อมา แล้วเราไม่สามารถสื่อสารหรือตอบกลับได้ เช่นหมดสติ หรือบาดเจ็บรุนแรง ก็จะมีการส่งความช่วยเหลือฉุกเฉินมาเช่นกันครับ) ระบบนี้สะดวกต่อผู้ใช้งานมาก เพราะเราไม่ต้องบอกพิกัดของรถเราเลย เจ้าหน้าที่จะรู้ตำแหน่งที่เกิดเหตุ จากพิกัดของตัวรถเมื่อมีการส่งข้อมูลฉุกเฉินอยู่แล้ว (ข้อมูลฉุกเฉินที่ส่งจากรถ จะประกอบไปด้วย พิกัด, เลขตัวถังของรถ, สถานะของถุงลมนิรภัยทุกใบในรถ, สถานะของเข็มขัดนิรภัย, เซ็นเซอร์รับแรงกระแทก)

ในขณะเดียวกัน เราสามารถกดโทรหาศูนย์ BMW ConnectedDrive ในกรณีฉุกเฉินได้ตลอดเวลา จากปุ่ม SOS ที่อยู่บนแผงเหนือศีรษะครับ

บริการนี้ ฟรี ให้กับรถ BMW ที่มี ConnectedDrive ตลอดชีพครับ

Concierge Services

ถัดมา เป็นเรื่องของความสะดวกสบายบ้างนะครับ ความเก๋ของ BMW ConnectedDrive คือ จะมาพร้อมกับผู้ช่วยส่วนตัว ที่สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ เราสามารถกดเข้าเมนู BMW ConnectedDrive จากนั้นกดโทรหา Concierge Services เพื่อสอบถามข้อมูลได้หลายอย่าง เช่น เวลาเปิดปิดของสถานที่ต่างๆ , สอบถามหมายเลขติดต่อของสถานที่ต่างๆ , ข้อมูลเที่ยวบิน ,​ สอบถามพิกัดของสถานที่ที่เราจะเดินทางไป โดยความพิเศษของบริการนี้ คือเจ้าหน้าที่จะสามารถส่งพิกัด หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่เราขอ มาที่ระบบของรถ BMW เราได้เลย เช่น ถ้าผมขอพิกัดของโรงแรม Conrad กรุงเทพ ระบบแผนที่นำทางของตัวรถ ก็จะเริ่มนำทางทันที โดยที่เราไม่ต้องการพิมพ์อะไรเพิ่มเติมด้วยตัวเองอีกแล้ว สะดวกดีครับ

เจ้าหน้าที่ที่รับสายในระบบ Concierge Services สามารถสนทนาด้วยภาษาไทยได้ครับ (บางส่วนเป็นคนไทย และบางส่วนเป็นชาวต่างชาติที่พูดภาษาไทยได้)

Teleservices

ถัดมา เป็นบริการของรถ BMW ของเราเองครับ นั่นคือบริการ Teleservices บริการนัดหมายกับศูนย์บริการ ซึ่งเราสามารถกดโทรสอบถาม นัดหมาย กับศูนย์บริการ BMW ได้ทันที รวมถึงจะมีข้อความแจ้งเตือน เมื่อรถถึงเวลาต้องเข้ารับบริการ, แสดงสถานะของรถยนต์ในปัจจุบัน ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้วหรือยัง, บริการ Battery Guard แสดงสถานะของแบตเตอรี่รถยนต์, หรือบริการ Breakdown Service เมื่อรถเสีย สามารถกดโทรหา Teleservices เพื่อขอความช่วยเหลือเบื้องต้นได้ และเช่นเดิมครับ การโทรผ่านระบบนี้ เจ้าหน้าที่จะมีข้อมูลเบื้องต้นที่รถยนต์ส่งสถานะไปแจ้งไว้ที่ศูนย์ข้อมูล ว่าสถานะของรถเราเป็นยังไงบ้าง มีอะไรเสียบ้าง พิกัดของรถเราอยู่ตรงไหน เป็นต้น

RTTI (Real Time Traffic Information)

พอในรถมีซิมการ์ด ก็รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ ก็เลยมาพร้อมกับรายงานสภาพการจราจรแบบ real time ครับ ในหน้าจอแผนที่นำทางของรถ BMW รุ่นที่มี ConnectedDrive จะโชว์แถบเส้นถนนเป็นสีเขียว/ส้ม/แดง บ่งบอกสภาพการจราจรจริงในขณะนั้นๆ ได้เลย คล้ายกับในแอป Google Maps ในมือถือ และมันก็จะนำมาคำนวนเวลาที่เราต้องใช้ในการเดินทาง รวมถึงแนะนำเส้นทางที่เร็วกว่า ถ้าเรากดนำทางด้วยนะครับ

BMW Connected App

ถัดมา เป็นความสนุกครับ เราสามารถดาวน์โหลดแอพ BMW Connected ได้จาก App Store (รองรับเฉพาะ iPhone) และเชื่อมต่อข้อมูลจากรถยนต์มาอยู่ในมือถือของเราได้ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วก็รองรับกับรถ BMW ทุกคันแม้รถคันนั้นจะไม่มีออปชั่น BMW ConnectedDrive นะครับ แต่ถ้าจะใช้งานให้เต็มฟังก์ชั่นแบบสุดๆ ก็ต้องใช้กับรถรุ่นที่มีออปชั่น ConnectedDrive และทำการลงทะเบียนให้เรียบร้อยก่อน

ฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้ผ่านแอพ เรียกว่าเป็น Remote Services ครับ เราสามารถดูสถานะรถยนต์ปัจจุบันของเรา เหลือน้ำมันในถังอีกกี่ลิตร วิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร ดูสถานะแบบเรียลไทม์ ว่ารถล็อกอยู่หรือไม่ กระจก ประตู เปิดหรือปิดอยู่ และสามารถสั่งการจากระยะไกลผ่านมือถือของเราได้ทันที ไม่ว่าเราจะอยู่ห่างจากรถแค่ไหนก็ตาม (ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระยะของกุญแจรีโมท) สั่งล็อกรถ ปลดล็อก สั่งบีบแตร สั่งกระพริบไฟหน้า (เวลาเราหารถไม่เจอในลานจอด 5555) หรือที่เด็ดสุด คือสามารถสั่งเปิดแอร์รอไว้ได้ด้วยครับ

นอกจากนี้ ในแอพยังแสดงสถานะความผิดปกติต่างๆ ของรถเราได้ด้วยนะครับ บอกได้หมดว่าจะถึงเวลาเข้ารับบริการอีกครั้งเมื่อไหร่

ส่วนใครที่ต้องจิ้มสถานที่เพื่อนำทางบ่อยๆ ถ้ามาจิ้มสถานที่ที่เราต้องเดินทางไปผ่านทางแอพ BMW Connected ก็จะสามารถกดส่งพิกัดเข้าไปยังระบบนำทางของตัวรถได้เลยทันทีด้วย เสิชในแอพนี่จะกดได้ง่ายกว่าไปกดเสิชผ่านหน้าจอของตัวรถ สะดวกรวดเร็วดีครับ

หากจอดรถแล้วหาไม่เจอหรือจำไม่ได้ ในแอพ BMW Connected สามารถกดดูได้ว่ารถของเราจอดอยู่ที่ไหน และกดให้มันนำทางเรา เดินไปยังรถของเราได้ด้วย หรือถ้าหากรถของเรามีกล้อง 3D Surround View เราสามารถกดดูสภาพแวดล้อมรอบตัวรถของเราผ่านทางแอพได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้กล้องรอบตัวรถของเรา เพิ่มความปลอดภัยและความอุ่นใจมากขึ้นไปอีก

Apple Watch Supported

ถ้าใครใช้นาฬิกา Apple Watch ก็จะสามารถใช้แอพ BMW Connected ผ่านนาฬิกาได้ด้วยนะครับ ฟังก์ชั่นอาจจะน้อยกว่าแอพในมือถืออยู่บ้าง แต่โดยรวมๆ สามารถสั่งการรถยนต์ของเราได้หลายอย่าง ทั้งปลดล็อก หรือสั่งเปิดแอร์ มากันแบบเท่ๆ เลย

รถ BMW ของเรารองรับ ConnectedDrive หรือไม่?

รถ BMW ในไทยที่รองรับ BMW ConnectedDrive คือรถรุ่นใหม่บางรุ่นที่เพิ่งจะเริ่มส่งมอบกันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมาครับ (รุ่นที่จำหน่ายในไทยก่อนหน้านี้ทั้งหมด ไม่รองรับ) และจะเริ่มทะยอยรองรับมากขึ้นในอนาคต ซึ่งวิธีการสังเกตที่ง่ายที่สุด คือให้สังเกตที่ปุ่มเหนือศีรษะ ว่ามีปุ่ม SOS หรือไม่ ถ้ามี ก็คือรุ่นที่รองรับแล้วครับ

ปัจจุบัน รถยนต์ BMW รุ่นที่รองรับ ConnectedDrive ในไทย ประกอบไปด้วย BMW X2 sDrive20i, BMW 4 Series (ตั้งแต่เดือน มี.ค. 61), BMW 6 Series (ตั้งแต่เดือน มี.ค. 61), BMW M (ตั้งแต่เดือน มี.ค. 61) และจะมีรถยนต์ในตระกูล Plug-in Hybrid ที่ประกอบในไทยออกมารองรับเพิ่มเติมในช่วงกลางปีนี้ครับ


นี่คือฟังก์ชั่นโดยรวมของ BMW ConnectedDrive ที่ตอนนี้เริ่มทะยอยเปิดให้บริการในไทยแล้วครับ นี่ถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มแรกนะครับ เดี๋ยวจะมีฟีเจอร์อื่นๆ เปิดตามมาอีกในอนาคต เช่นการรองรับ Apple CarPlay, การควบคุมระบบชาร์จไฟฟ้า สำหรับรถยนต์ Plug-in Hybrid/EV เป็นต้น

ฟีเจอร์ส่วนมากของ BMW ConnectedDrive จะเปิดให้รถรุ่นที่รองรับใช้งานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแรกเข้า ไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน เป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี หลังจากนั้น จะมีแพลนในการต่ออายุรายปี ซึ่งจะมีราคาที่แตกต่างกันไปในแต่ละแพ็กเกจอีกครั้ง ซึ่งผมจะมาอัปเดตเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมครับ

The following two tabs change content below.

Comments

comments