BMW X3 โมเดลเชนจ์-เทคโนโลยีใหม่ อุปกรณ์ไฮเทคจากรุ่นพี่ และมีตัวแรง 360 แรงม้า!

X3 เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้กับ BMW ในเซกเมนต์รถยนต์นั่ง SUV/Crossover ระดับพรีเมียมขนาดกลางมานาน นับตั้งแต่ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน BMW สามารถขาย X3 ได้เป็นจำนวนมากกว่า 1,500,000 คันทั่วโลกด้วยตัวรถ 2 เจนเนอเรชั่นที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็น “SAV” ระดับเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากได้ X5 แต่ไม่ต้องการรถขนาดโตๆ หรือไม่ต้องการจ่ายเงินแพงๆเพื่อรถที่ใหญ่เกินความต้องการของตัวเอง กลายเป็นที่มาของ X3 เจนเนอเรชั่นแรก ตัวถัง E83 ซึ่งใช้โครงสร้างพื้นฐานจาก BMW ซีรีส์ 3 E46 มารวมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติแบบ xDrive สร้างความสำเร็จได้ดีพอสมควรแม้ดีไซน์จะไม่เข้าตาลูกค้าบางส่วนก็ตาม

BMW พยายามปรับปรุง SAV ของพวกเขาเรื่อยมา โดยพยายามปรับดีไซน์ของรถให้ดูกลมกลืน ไม่มีเส้นสายกวนๆแบบ E83 และใส่บุคลิกความเป็นผู้ใหญ่กับความหรูหราเข้าไปในรถมากขึ้น ผลที่ได้ก็คือ F25 ซึ่งเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปี 2010 มันมีขนาดตัวโตเกือบเท่า X5 เจนเนอเรชั่นแรก แต่ไม่ได้ลดความคล่องตัวในการขับขี่ลงไปแม้แต่น้อย F25 ได้รับคำชมในเรื่องการบังคับควบคุม การจัดสรรพื้นที่ภายใน และขนาดตัวที่พอเหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลางที่รักการเดินทางและมักชอบไปในที่ซึ่ง BMW เก๋งใต้ท้องเตี้ยธรรมดาไม่น่าจะเข้าถึงได้ ยอดขายของ F25 เพิ่มจาก E83 อีก 25% แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในรถประเภทนี้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ในเมื่อเวลามันผ่านไป 7 ปี ก็ถึงเวลาที่ F25 จะหมดวาระลง BMW จึงใช้โรงงานที่ Spartanburg ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นโรงงานหลักในการผลิตรถและชิ้นส่วนสำหรับตระกูล X-Series ในการเปิดตัว X3 รุ่นใหม่ ซึ่งมีรหัสตัวถังว่า G01 เมื่อเวลา 20.30 น. ของวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2017 ตามเวลาในประเทศไทย

แนวทางการพัฒนารถใหม่ของ BMW ในระยะหลังๆนี้จะมีสูตรที่คล้ายกัน ไม่เว้นแม้แต่ X3 G01 ซึ่งเน้นพัฒนาการในด้านตัวถัง โดยใช้วัสดุน้ำหนักเบามาช่วยลดน้ำหนักลงได้ประมาณ 55 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับรถรุ่นเดิม จากนั้นเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกให้ดูแล้วใหม่ขึ้น (และดูคล้ายกับ X1 มาก ยกเว้นแต่ว่า X3 มีส่วนหน้าที่ยาว เพราะยังใช้เครื่องยนต์วางตามยาว ไม่ใช่วางขวางแบบ X1) จากนั้นก็ปรับปรุงภายในให้ดูหรูหราขึ้น (และดูคล้ายกับซีรีส์ 5 มาก ยกเว้นแต่ว่า X3 เป็นรถทรงสูง จึงมีการออกแบบตำแหน่งเบาะ เสาและคอนโซลในระดับที่ต่างกัน) ซึ่งเราจะมาดูพัฒนาการของ G01 ทีละส่วนได้ดังนี้

ดีไซน์ด้านหน้าของรถ ยังเห็นอิทธิพลของพื้นผิวตัวถังแบบยกชั้นสันคมโค้ง (Flame Surfacing) ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่ Chris Bangle เสกไว้กับซีรีส์ 5 E60 จากนั้นเปลี่ยนสไตล์กันชนนิดหน่อย ไฟหน้าของ X3 ใช้เวลา 14 ปีที่ผ่านมาในการออกแบบไฟหน้าให้ห่างจากกระจัง..แล้วก็ชิดกระจัง (ใน F25LCI)..แล้วก็กลับถอยห่างออกไปใหม่ใน G01 จากนั้นก็ปรับกระจังหน้าทรงไตคู่ให้ใหญ่ขึ้น ติดตั้งระบบ Active Flap ซึ่งสามารถปิดช่องรับอากาศข้างหน้าลงเพื่อให้รถมีความลู่ลมมากขึ้น X3 รุ่นปกติ จะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำเพียง 0.29 แต่ในรุ่นที่ตกแต่งเยอะ ใช้ยางโตๆ ก็จะเพิ่มเป็น 0.33

ด้านข้างคือส่วนที่ดูแล้วมีความเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ต้องสังเกตจากส่วนท้ายของประตูบานหลัง และกระจกโอเปร่าเอา เส้นสันข้างตัวถังมีการลากพาดผ่านมือจับเปิดประตูเหมือนเดิม แต่ลักษณะความชันและมุมสันของเส้นจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แนวหลังคาด้านหลังกดเตี้ยลงกว่าเดิม (อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เนื้อที่จุสัมภาระโดยรวมเท่าเดิมทั้งที่ตัวรถจริงๆดูมีส่วนท้ายยาวขึ้น) ล้อและยางขนาดโตขึ้น โดยในขณะที่รุ่นเดิมเริ่มต้นที่ขนาด 17 นิ้ว รุ่นใหม่จะเริ่มที่ 18 นิ้วแทน

ดีไซน์ด้านหลังมีเส้นสายหลักที่เกือบจะเหมือนเดิมมาก ถ้าไม่ใช่เพราะแนวหลังคาที่ต่ำลงกับไฟท้ายที่มีรายละเอียดภายในล้ำขึ้นมาช่วย ลูกค้าสามารถสั่งไฟท้ายแบบ LED 3D Look (ตามในภาพ) เป็นอุปกรณ์เพิ่มพิเศษได้ ท่อไอเสียจากเดิมจะมีบางรุ่นที่ออกด้านใดด้านหนึ่ง ในรุ่นใหม่นั้นไม่ว่าคุณจะสั่งรุ่นเครื่องแรงหรือไม่ ก็จะได้ท่อไอเสียแบบแยกออกฝั่งซ้าย/ขวา ของตัวถัง ซึ่งดูสปอร์ตขึ้นกว่าเดิม

 

X3 รุ่นใหม่ มีขนาดความยาวลำตัว 4,708 มิลลิเมตร ความกว้าง (ไม่รวมกระจกมองข้าง) 1,891 มิลลิเมตร สูง 1,676 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,864 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงจุดที่ต่ำสุดของตัวรถเท่ากับ 205 มิลลิเมตร

ในรุ่นพิเศษอย่าง M40i จะมีชุดแต่งซึ่งเพิ่มความยาวตัวถังเป็น 4,716 มิลลิเมตร และกว้าง 1,897 มิลลิเมตร ความสูงและระยะฐานล้อเท่ากันกับรุ่นอื่น

ถ้าหากนำไปเทียบกับรุ่นเก่าแล้วจะพบว่า X3 ใหม่จะมีขนาดโตขึ้นในเกือบทุกด้านยกเว้นความสูงที่เกือบเท่าเดิม รุ่นเก่าตัวถัง F25 ไมเนอร์เชนจ์ มีขนาดความยาว 4,657มิลลิเมตร กว้าง 1,881 มิลลิเมตร สูง 1,678 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,810 มิลลิเมตร

พื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 550 ลิตร และสามารถพับเบาะเพื่อขยายเพิ่มเป็น 1,600 ลิตรได้ ตัวเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถแยกพับแบบ 40:20:40 ได้เพื่อเพิ่มความอเนกประสงค์ในการขนของประเภทต่างๆ แต่ทั้งนี้ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่าขนาดความจุพื้นที่ไม่ว่าจะตอนพับหรือตั้งเบาะ รวมถึงลักษณะการหั่นเบาะหลัง..ก็เหมือนกับรุ่น F25 นั่นล่ะครับ ไม่ได้ใหญ่โตขึ้นแต่ประการใด

ภายในคือจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่สุด โดย BMW เลือกใช้ดีไซน์ธีม Hexagonal เข้ามาเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีช่องแอร์กลางลักษณะคล้ายกับซีรีส์ 5 และ 7 ใหม่ ซึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้า X3 ยังรับอุปกรณ์ใหม่ๆจากรุ่นพี่มาใช้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดแบบจอสี TFT ขนาด 12.3 นิ้ว เหมือนซีรีส์ 5 บ้านเรา (แต่ไม่ใช่อุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น บางรุ่นยังเป็นเข็มมาตรวัดตัดกับจอสีเล็กๆ แบบพวก 330e อยู่) จอกลางขยับขนาดเพิ่มจาก 8.8 นิ้วเป็น 10.2 นิ้ว อัปเกรดเป็นจอแบบทัชสกรีน มาพร้อมกับ iDrive Control แบบ Touchpad และมีระบบสั่งการด้วยการขยับมือ (Gesture Control) มาให้เล่นกันเสียที

BMW ยังได้พยายามยกระดับคลาสห้องโดยสารของ X3 ด้วยการเลือกใช้วัสดุดีขึ้นในบางจุด เช่นสวิตช์แผงควบคุมกระจกไฟฟ้าที่เป็นสีอะลูมิเนียมคล้ายซีรีส์ 5 และปรับช่องเก็บของบริเวณด้านหน้าคันเกียร์ให้จุของได้มากขึ้น สะดวกต่อการหยิบใช้เวลาเดินทาง นอกจากนี้ ในยามค่ำคืน ก็จะสามารถปรับโทนสีของไฟส่องสว่างภายในผสมกันระหว่างสีน้ำเงิน ขาว ม่วง ส้ม เขียว และอื่นๆ ให้บรรยากาศในห้องโดยสารดูน่าอภิรมย์ยิ่งขึ้นในยามกลางคืน

สำหรับออพชั่นไฮเทคอื่นๆที่จะมีใน X3 นั้น พูดได้เลยว่ายกจากซีรีส์ 5 มาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกุญแจสมาร์ทคีย์ที่ต้องไม่ลืมชาร์จไฟ (Display Key) ซึ่งสามารถตรวจความพร้อมของรถผ่านจอบนกุญแจได้จากระยะไกล 30-200 เมตร เช็คน้ำมันในถัง สั่งสตาร์ทรถเปิดเครื่องปรับอากาศรอได้ เปิดปิดกระจกและล็อคประตูได้ หรือระบบช่วยจอดแบบ PDC เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งสามารถจอดโดยอัตโนมัติทั้งแบบขนานทางเท้า และแบบถอยเข้าซอง เลือกจอดฝั่งซ้ายหรือขวาของถนนได้ โดยที่คนขับทำเพียงแค่ตอบ Yes/No, Left/Right แล้วก็กดปุ่ม PDC ค้างไว้จนรถจอดเสร็จ ไม่ต้องแตะอย่างอื่นเลย (เดินหน้า ถอยหลัง เข้าเกียร์เองได้)

นอกจากนี้ วิวัฒนาการด้านเรดาร์และเซนเซอร์ต่างๆก็ทำให้ X3 ใหม่ มีระบบ BMW Personal CoPilot ซึ่งใช้การทำงานของระบบ Radar Cruise Control และเซนเซอร์ตรวจจับรอบคัน ทำให้สามารถแล่นไปตามสภาพการจราจร ชนิดที่ว่าเบรกให้หยุดอยู่กับที่ และสามารถเร่งออกตัวเองได้ ไม่ต้องพูดถึงการรักษาความเร็วในขณะวิ่งที่รถจะสามารถชะลอเมื่อมีรถช้า และเร่งเมื่อทางโล่งไปสู่ความเร็วที่กำหนดเองได้

3 รูปแบบการตกแต่งที่แตกต่าง

BMW มีรูปแบบการตกแต่งให้เลือก 3 รสนิยม โดยแต่เดิมนั้นจะมี xLine กับ M Sport เป็นตัวยืนพื้น ล่าสุดในตัวถัง G01 นี้ BMW เพิ่มการตกแต่งแบบ Luxury Line มาอีกแบบหนึ่ง

xLine

เน้นความหรูแบบเรียบ ผสานเอกลักษณ์สมัยใหม่ ภายนอก บริเวณขอบกระจังหน้าจะใช้อะลูมิเนียมแบบ Satin ที่เป็นสีเงินด้าน เช่นเดียวกับบริเวณขอบกระจกและหน้าต่าง ภายในตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา และตัดด้วยขอบสีโครเมียมแบบมุก

รถในภาพตัวอย่างเป็น X3 xDrive30d xLine ซึ่งในตัวถังนี้ ลูกค้าจะได้ล้อ 18 นิ้วเป็นอุปกรณ์มาตรฐานและสามารถสั่งอัปขนาดเป็น 19-20 นิ้วได้ถ้าต้องการ

Luxury Line

เป็นแบบที่เพิ่มเข้ามาใหม่ สำหรับตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่เน้นความหรูหราและโทนสีที่ดูสบายตา ด้วยเบาะหนังสีครีม ตัดกับคอนโซลท่อนบนสีดำและวัสดุตกแต่งที่เป็นลายไม้แบบ Dark Oak Wood ตัดขอบกับวัสดุสี Pearl Chrome ส่วนภายนอกนั้น จะได้กันชนทรงคล้ายรุ่น xLine แต่มีวัสดุบางจุดที่ต่างกัน ขอบกระจังหน้ารวมถึงขอบกระจกหน้าต่าง จะเปลี่ยนจากสีอะลูมิเนียมด้านเป็นโครเมียมแบบเงา

M Sport

เน้นความสปอร์ต เช่นเคยสำหรับรุ่นย่อยแบบนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณจะได้กันชนหน้า/หลังที่ไม่เหมือนรุ่นอื่น ขอบกระจกหน้าต่างเปลี่ยนจากโครเมียมหรือสีเงินด้านเป็นสีดำเงา และในขณะที่รุ่นอื่นๆจะสั่งออพชั่นล้อได้ถึง 20 นิ้ว M Sport จะอนุญาตได้ถึง 21 นิ้ว

สำหรับภายในนั้น รถที่ตกแต่งแบบ M Sport ก็จะได้พวงมาลัย M Sport พร้อม Paddle shift เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ผ้าบุแนวหลังคาเป็นสี Anthracite วัสดุตกแต่งภายในเปลี่ยนจากสีดำเงาหรือไม้ เป็นวัสดุลายอะลูมิเนียม Rhombicle ตัวเบาะแบบปกติของ M Sport นั้นจะเป็นสีดำ เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีน้ำเงินแต่ลูกค้าสามารถสั่งเปลี่ยนสีเบาะได้ตามใจชอบ

ขุมพลังขับเคลื่อนที่มีให้เลือก

ในช่วงเปิดตัวเดือนมิถุนายนนี้ ทาง BMW ที่อเมริกาเผยสเป็คเครื่องยนต์ออกมาเพียง 3 รุ่น เป็นเครื่องดีเซล 2 รุ่น และเบนซินอีกหนึ่งรุ่น

X3 xDrive20d

ใช้เครื่องยนต์ TwinPower Turbo ดีเซล 4 สูบพร้อมเทอร์โบแปรผัน จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดคอมมอนเรล ขนาดความจุเครื่องยนต์ 1,995 ซี.ซี. ขนาดปากกระบอกสูบxช่วงชักเท่ากับ 84.0x 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.5 : 1 ให้พลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรตั้งแต่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที น้ำหนักรถเปล่าตามมาตรฐาน DIN เท่ากับ 1,750 กิโลกรัม อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่ากับ 8.0 วินาที ความเร็วสูงสุดตามสเป็คโรงงานแจ้งมา อยู่ที่ 213 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปล่อย CO2 132-142 กรัม/กิโลเมตร

X3 xDrive30d

ใช้เครื่องยนต์ TwinPower ดีเซล 6 สูบเรียง 24 วาล์ว พร้อมเทอร์โบแปรผัน จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดคอมมอนเรล ความจุ 2,993 ซี.ซี. ขนาดปากกระบอกสูบxช่วงชัก เท่ากับ 84.0×90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.5 : 1 ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที น้ำหนักรถเปล่าตามมาตรฐาน DIN อยู่ที่ 1,820 กิโลกรัม อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงตามสเป็คโรงงานอยุ่ที่ 5.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปล่อย CO2 149-158 กรัม/กิโลเมตร

X3 M40i

ใช้เครื่องยนต์ M Performance TwinPower Turbo แบบ 6 สูบเรียง DOHC จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด High-Precision Direct Injection พร้อมระบบ Valvetronic และ Double-VANOS อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จแบบ Twin Scroll ความจุ 2,998 ซี.ซี. ขนาดปากกระบอกสูบxช่วงชักเท่ากับ 82.0×94.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 11.0: 1 ให้พลังสูงสุด 360 แรงม้า ที่ 5,500-6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตรตั้งแต 1,520-4,800 รอบต่อนาที น้ำหนักตัวตามมาตรฐาน DIN 1,810 กิโลกรัม เคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงจากโรงงานเอาไว้ 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปล่อย CO2 188-193 กรัม/กิโลเมตร

รุ่น M40i M Performance นี้จัดว่ามีความพิเศษมาก เพราะนับเป็นครั้งแรกที่รถในตระกูล X3 จะได้ใช้เครื่องยนต์ที่ปรับแต่งโดย M Division ซึ่งเป็นสเป็คที่มีความใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ของ BMW M2 แล้วยังได้ระบบเบรกหน้าแบบ Fixed Caliper 4 Pot และด้านหลัง 2 Pot มีล้อ 20 นิ้วเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในขณะที่รุ่นอื่นๆจะได้เบรกธรรมดาแบบ Single Pot ทั้ง 4 ล้อ

ระบบส่งกำลังทุกรุ่น จะใช้เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะเท่านั้น ไม่มีรุ่นเกียร์ธรรมดาให้เลือก อัตราทดเกียร์ 1 5.000, เกียร์ 2 3.200, เกียร์ 3 2.143, เกียร์ 4 1.720, เกียร์ 5 1.314, เกียร์ 6 1.000, เกียร์ 7 0.822, เกียร์ 8 0.640

*รุ่น xDrive30d จะทดเกียร์ 5 เท่ากับ 1.313 และเกียร์ 6 เท่ากับ 0.823

ส่วนเกียร์ถอยหลัง มีอัตราทดเท่ากับ 3.456 และเฟืองท้ายจะปรับสเป็คให้เหมาะกับแต่ละรุ่น xDrive20d จะได้เฟืองทด 3.231 ในขณะที่ xDrive30d ซึ่งมีแรงบิดมหาศาลอยู่แล้ว จะทดยาวขึ้นเป็น 2.813 และ M40i ซึ่งเป็นเครื่องเบนซินลากรอบได้สูงกว่า จึงใช้เฟืองท้ายเบอร์ 3.385

ขุมพลังอื่นๆที่จะตามมา

นอกจาก 3 รุ่นด้านบนแล้ว เครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนแบบอื่นที่ BMW ยืนยันมาแล้วว่าผลิตจริงแน่นอน มีดังนี้

sDrive20i – ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 184 แรงม้าที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตรที่ 1,350- 4,600 รอบต่อนาที รุ่น sDrive เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง จะเริ่มขายในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2018 และไม่มีจำหน่ายในยุโรป

xDrive20i – ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับ sDrive20i แต่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เริ่มจำหน่ายในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2018 และมีจำหน่ายในยุโรป

xDrive30i – มีหัวใจเป็นเครื่อง 2.0 ลิตร TwinPower Turbo เบนซิน ให้กำลัง 252 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรตั้งแต่ 1,450-4,800 รอบต่อนาที เป็นเครื่องตัวเดียวกันกับ 530i M Sport ในบ้านเรา

และที่สำคัญคือนอกจากขุมพลังที่ได้กล่าวไปทั้งหมดแล้ว ทางวิศวกร BMW ยังได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ X3 ใหม่ให้รองรับขุมพลัง Plug-in Hybrid เอาไว้แล้ว ดังนั้นเราอาจมีโอกาสได้เห็น X3 xDrive30e หรือ xDrive40e โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่ง BMW Thailand มีนโนบายชัดเจนในการผลักดันทางเลือกขุมพลัง Plug-in Hybrid ให้กับรถตัวถังซาลูนและ SUV อยู่แล้ว

ช่วงล่างของ X3 ใหม่ ด้านหน้า ใช้แบบ Double-joint spring strut axle ซึ่งแน่นอนว่าตัวปีกนกก็ต้องทำมาจากอะลูมิเนียม ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระ Five-link ระบบบังคับเลี้ยว เป็นพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า ตั้งอัตราทดพวงมาลัยไว้ที่ 16.8 : 1

สรุปเบื้องต้น

X3 ใหม่ ยังคงรูปแบบหลักของรถเป็น SUV (SAV) ขนาดกลางที่พยายามรักษาสมดุลย์ระหว่างขนาดตัวรถที่ไม่โตเกินไป กับภายในที่ให้อรรถประโยชน์ใช้สอยได้จริงจังมากกว่า X1 แม้ว่าดีไซน์ภายนอกอาจดูเหมือนนำรถรุ่นเก่ามาใส่สไตล์การออกแบบใหม่จาก X1 เข้าไปที่ด้านหน้าและหลัง แต่ภายในของรถมีภาพรวมที่ดูหรูหราและทันสมัยขึ้น และน่าจะน่าสบายขึ้นเล็กน้อยจากการมีฐานล้อที่ยาวขึ้นประมาณ 5 เซนติเมตร

ทาง BMW มีการเพิ่มอุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ ซึ่งยกมาจากรุ่นพี่อย่างซีรีส์ 5 และ 7 ไม่ว่าจะเป็นกุญแจ Display Key ระบบสั่งการด้วยการขยับมือ Gesture Control รวมถึงระบบที่จะเป็นต้นทางของการนำไปสู่ยุคขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่าง BMW Personal CoPilot

เครื่องยนต์ต่างๆที่มีให้เลือก ดูเหมือนจะหยิบยืมมาจาก BMW รุ่นอื่นๆ ทั้งเครื่องยนต์ B47, B48, B57 และ B58 มีให้เลือกตั้งแต่ 184 แรงม้าเป็นต้นไป ที่เซอร์ไพรส์คือการเปิดตัว X3 M40i ซึ่งเป็นตัวแรงสุด นับตั้งแต่วันแรกของการแถลงข่าวเผยโฉม ซึ่งทำให้ BMW X3 มีรุ่นที่มีพลัง 360 แรงม้าไปฟัดกับ GLC43 ได้อย่างตรงพิกัด สะใจแฟนๆ BMW มากยิ่งขึ้น และสำหรับคนที่รักโลก X3 ยังได้รับการพัฒนามาให้รองรับขุมพลัง Plug-in Hybrid แต่ยังไม่มีการเผยสเป็คในช่วงแรกของการเปิดตัว

สำหรับประเทศไทยนั้น ยังไม่มีข่าวยืนยันชัดเจนว่า BMW Thailand จะนำรุ่นไหนเข้ามาขาย…เพราะตามธรรมเนียม BMW จะต้องนำเข้ามาก่อน จากนั้นพอเริ่มรู้กระแสตอบรับของลูกค้าก็จะนำรุ่นที่ขายได้ เข้ามาประกอบในประเทศ ลดราคาลง เพิ่มหรือตัดบางออพชั่นออก

ถ้าให้ผู้เขียนเดา ก็คงหนีไม่พ้น xDrive20d รุ่นมาตรฐานดีเซลมดงานสหกรณ์ 190 แรงม้า เพราะมีเรี่ยวแรงไม่น่าเกลียด และมีค่า CO2 ต่ำกว่า 150 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งจะทำราคาขายหน้าโชว์รูมได้ถูกกว่า และน่าจะมีให้เลือกทั้งรุ่น xLine และ M Sport ในลักษณะคล้ายๆกันกับ X1 อย่างเร็วก็เจอกันปลายปีนี้ อย่างช้าก็งานมอเตอร์โชว์ก่อนสงกรานต์ปีหน้า

..ทั้งหมดนี้คือ “เดา” จากเหตุผลและประสบการณ์ล้วนๆนะครับ : )

 

The following two tabs change content below.
Pan Paitoonpong

Pan Paitoonpong

Founding Member/Contributing Editor
มนุษย์ปากจัดผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถยุค 90s ชื่นชอบรถยนต์ที่ขับสนุกและมีการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับตัวอ้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการขับขี่>>รู้จักกันในชื่อ Commander CHENG ก่อนรีแบรนด์ตัวเองโดยใช้ชื่อจริง>>ทดสอบรถยนต์และเขียนบทความให้กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ Headlightmag.com, GQ Magazine และแน่นอน..bimmer-th.com

Comments

comments