เจาะลึก BMW M3/M4 ใหม่ จมูกใหญ่ สะใจทะลุ 500 แรงม้า!

หลังจากที่เป็นข่าวหลุดมาหลายรอบ ในที่สุดวันที่ 23 กันยายน 2020 BMW ที่เยอรมนีก็เผยโฉม BMW M3 และ M4 ใหม่อย่างเป็นทางการ รถทั้งสองรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาในแนวคิดทางการออกแบบซึ่งเน้นความโหด ดุดันมากกว่า M3/M4 ทุกรุ่นที่เคยมีมาในอดีต และนอกจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปลักษณ์ที่สร้างกระแสไปทั่วโลกแล้ว ยังมีพัฒนาการในส่วนอื่นๆที่น่าจะพอทำให้เราลืมไตขนาดมหึมาด้านหน้ารถนั้นไปได้

Highlights ของ BMW M3/M4 ใหม่นั้นมีอยู่หลายประการแต่สามารถสรุปย่อได้ดังนี้

  • เป็นครั้งแรกที่มีการนำเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐาน ทอร์คคอนเวอร์เตอร์มาใช้ในรถ M3/M4
  • ยังมีเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะให้เลือก (แต่ในรุ่น Competition จะให้เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
  • เครื่องยนต์ 6 สูบเทอร์โบ 3.0 ลิตร ถูกใช้ไปก่อนหน้านี้แล้วใน X3M และ X4M
  • รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ M xDrive จะตามมาในปี 2021

BMW M3 ใหม่ จะมีรหัสตัวถังว่า “G80” ในขณะที่ M4 จะใช้รหัสตัวถังว่า “G82” รถทั้งสองรุ่นจะประกอบจากโรงงานคนละแห่ง BMW M3 จะถูกประกอบจากโรงงานที่เมือง Munich ซึ่งใช้ในการประกอบ BMW 3 Series Sedan ในปัจจุบันอยู่แล้ว แต่ BMW M4 นั้น จะย้ายไปประกอบที่โรงงาน Dingolfing แทน

New Body, New Language-โหดจริง แต่เสี่ยงพอดูกับกระจังหน้า

BMW เลือกใช้กระจังหน้าแนวใหม่นี้เป็นครั้งแรกกับ M3 และ M4 โดยในระยะแรกมีการปล่อยข่าวว่าเฉพาะ M4 เท่านั้นที่จะได้หน้าแบบใหม่ในขณะที่ M3 จะได้กระจังหน้าที่เล็กกว่า เมื่อภาพของจริงหลุดออกมาก็มีกระแสใน Social Media ค่อนข้างหนาหูถึงความไม่ลงตัวของขนาด และยังมีซี่กระจังหน้าที่เป็นแนวนอน ผิดกับ BMW รุ่นอื่นๆในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งบอสฝ่ายออกแบบ Domagoj Dukec อธิบายว่า เขาต้องการให้ M3/M4 รุ่นใหม่นี้ มีภาพลักษณ์ที่ดู “Brutal” โหด เหี้ยม ร้ายกาจ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะแต่ไหนแต่ไรมา แม้จะได้ชื่อว่าเป็น M Car แต่ทรวดทรงหลักของ M3 และ M4 ยังเหมือนกับ BMW ธรรมดามาก และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง

ส่วน Markus Flasch บอกว่าการออกแบบกระจังหน้าในลักษณะนี้นั้น เป็นสิ่งที่เขามองว่าถูกต้องแล้ว ในแง่ของเทคนิค ซึ่งจะทำให้รถสามารถระบายความร้อนด้านหน้าได้ดีขึ้น ถึงมีโอกาสอีกครั้ง เขาก็จะยังเลือกใช้กระจังหน้าแบบนี้อยู่ อย่างไรก็ตามโลกโซเชียลดูจะไม่เห็นด้วยกับสไตล์นี้นัก และหลายคนบอกว่าสัดส่วนกระจังหน้าแบบที่ทำกับ 8 Series นั้นดูลงตัวกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อหลุดจากด้านหน้ามาได้ รูปทรงส่วนที่เหลือของรถนั้นจัดว่าดูทันสมัยไม่น้อย M3 ได้อานิสงส์จากบอดี้หลักของ 3 Series G20 ที่ดูดีอยู่แล้ว ส่วน M4 ก็มีสไตล์ที่เหมือน 8 Series ย่อส่วน มีเพียงแต่ไฟท้ายของ M4 ที่ยังมีคนชอบกับไม่ชอบ ด้านข้างของรถมีโป่งขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโป่งด้านหน้านั้น Domagoj Dukec อธิบายว่ามันได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุด Wide body ใน M3 E30 ซึ่งนอกจากจะทำให้รถดูโหดสมใจอยากแล้ว ยังมีผลในเชิงแอโร่ไดนามิกส์อีกด้วย

สัดส่วนของรถที่เปลี่ยนแปลงไป ยังมาจากขนาดตัวที่เพิ่มขึ้นแบบคนละเรื่องกับรุ่นเดิม ทั้ง M3 และ M4 มีความยาวตัวถัง 4,794 มม. ยาวกว่ารุ่นเดิมถึง 123 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อ ก็เพิ่มอีก 45 มม. ไปจบที่ 2,857 มิลลิเมตร สำหรับความกว้างของตัวถัง ที่น่าแปลกก็คือ M3 ที่เป็นรถซีดานกลับอวบกว่า คือ 1,903 มิลลิเมตร ในขณะที่ M4 จะอยู่ที่ 1,887 มม. แต่ M4 จะเตี้ยกว่าอยู่ 40 มม. (1,393 vs 1,433 มม.) สรุปก็คือ ใหญ่กว่าเดิมทั้งคู่

ที่น่าสนใจคือ BMW ปรับอัตราส่วนความกว้างของระยะแทร็คล้อหน้า/หลังใหม่ จากเดิมจะเป็นรถที่แทร็คหน้าแคบ แทร็คหลังกว้าง แต่ในรุ่นใหม่นี้กลับกลายเป็นว่าระยะแทร็คล้อคู่หน้าถูกขยายออกถึง 38 มม. กลายเป็น 1,617 มม. ส่วนแทร็คหลังเพิ่มแค่ 1 มม. เป็น 1,605 มม. ซึ่งอาจจะส่งผลต่ออุปนิสัยการตอบสนองในโค้งได้ ส่วนความสูงพื้นใต้ท้องรถอยู่ที่ 120 มม. ทั้งคู่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเรื่องขนาดตัวถัง บวกกับจุดเชื่อมและคานต่างๆที่มีขนาดโตขึ้นเพื่อความเหนียวของตัวถัง ก็มีผลทำให้ทั้ง M3 และ M4 มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม ด้วยขนาดตัวที่ขยับเข้าไปใกล้ BMW M6 รุ่นเก่า ทำให้แม้แต่รุ่น M3 เกียร์ธรรมดาในเวอร์ชั่นเบสิคสุด ก็ยังมีน้ำหนักตัวถัง 1,780 กก. ตามมาตรฐาน EU ส่วนรุ่น M3 Competition หนัก 1,805 กก. (M4 เบากว่า M3 อยู่ 5 กก.)

จุดเด่นอีกประการหนึ่งใน M3/M4 รุ่นใหม่ คือหลังคาที่มีสันนูนขึ้นมาตามแนวยาวสองเส้น ซึ่งจุดนี้มีไว้เพื่อช่วยในการรีดอากาศไปด้านหลังของรถให้เป็นระเบียบ และดันออกไปแรงยิ่งขึ้น เสาอากาศแบบครีบฉลามยังคงอยู่ แต่อย่าเพิ่งดีใจที่เห็นหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ เพราะนั่นเป็นอุปกรณ์เสริมที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเองนะครับ มันมากับชุด Carbon Package ส่วนในการตกแต่งจากโรงงานนั้น รุ่น Competition จะมีจุดต่างจากรุ่นธรรมดาที่ “ชุดไหว้ของดำ” ซึ่งประกอบไปด้วย โลโก้ สปอยเลอร์ และท่อไอเสียสีรมดำ

สีสันใหม่ที่โปรโมทสำหรับ M3 และ M4 ก็คือสีเขียว Isle of Man Green และสีเหลือง Sao Paolo Yellow ดังที่เห็นในภาพของบทความนี้ แต่ถ้าใครยังชอบสีอื่น รวมถึง Portimao Blue ก็ยังมีให้เลือกอยู่

ขุมพลัง จบที่ 480-510 แรงม้า + บอกเลิกเกียร์คลัตช์คู่

เครื่องยนต์ใหม่ของ M3 และ M4 นั้น เป็นเครื่องยนต์รหัส S58 แบบเดียวกับที่อยู่ใน BMW X3M และ X4M แต่ได้รับการปรับจูนเพื่อให้ตอบสนองต่อคันเร่งได้ไวยิ่งขึ้น และได้พิสูจน์ความอึดมาแล้วโดยการเข้าไปประจำการใต้ฝากระโปรงรถแข่ง M4 ในคลาส GT3 ก่อนหน้านี้

ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบ 3.0 ลิตร 24 วาล์ว 2,993 ซี.ซี. จากขนาดปากกระบอกสูบ 84.0 มม. และช่วงชัก 90.0 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 9.3 : 1 ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 ลูก เป็นเทอร์โบแบบธรรมดาไม่ใช่ Twin-scroll ใช้วิธีต่อแบบ Parallel โดยลูกที่หนึ่งจะรับไอเสียจากลูกสูบที่ 1-3 และอีกลูกหนึ่งรับไอเสียจากสูบที่ 4-6

พละกำลัง แบ่งแยกไปตามรุ่น M3 และ M4 รุ่นธรรมดา จะพกมา 480 แรงม้า/6,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร/2,650-6,130 รอบต่อนาที สาเหตุที่ต้องรักษาแรงบิดสูงสุดไว้เท่านี้เพราะต้องนำไปประกบกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ซึ่งนำมาจาก M3/M4 รุ่นเดิม แม้ตัวเกียร์จะรับแรงบิดได้มากกว่านี้ แต่วิศวกร M ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องความทนทานในการขับแบบโหดร้ายด้วยเช่นกัน เพราะคงไม่มีใครซื้อ M3/M4 เกียร์ธรรมดาแล้วเอาไปแข่งประหยัดน้ำมัน อย่างไรก็ตามเกียร์ธรรมดาลูกนี้ยังได้รับจุดติดตั้งคลัตช์แบบใหม่ และยังมาพร้อมระบบ M Gearshift Assistant ซึ่งจะเบิ้ลเครื่องดีดรอบสูงรับกับเกียร์เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำให้โดยอัตโนมัติ

อัตราทดเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

  • เกียร์ 1 = 4.111
  • เกียร์ 2  = 2.315
  • เกียร์ 3  = 1.542
  • เกียร์ 4  = 1.179
  • เกียร์ 5  = 1.000
  • เกียร์ 6  = 0.846
  • เกียร์ถอยหลัง  3.727
  • อัตราทดเฟืองท้าย  3.462

ส่วน M3 Competition และ M4 Competition จะเพิ่มพลังเป็น 510 แรงม้า/6,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด พุ่งไปถึง 650 นิวตันเมตร/2,750-5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังไปยังเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ พัฒนาโดย ZF จูนโดย M Division โดยเหตุผลที่ M Division ตัดสินใจเลิกคบกับเกียร์คลัตช์คู่ เพราะในปัจจุบัน พวกเขาสามารถทำเกียร์อัตโนมัติให้ตอบสนองได้ไวเทียบเท่าเกียร์คลัตช์คู่ มีความซับซ้อนน้อยกว่า โดยพิสูจน์มาแล้วจาก BMW M5 รุ่นใหม่ นอกจากนี้การที่ไม่จำเป็นต้องมีชาฟท์เกียร์ 2 ชุด ยังช่วยเซฟน้ำหนัก เกียร์ 8 จังหวะลูกใหม่นี้ หนักกว่าเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ 25 กก. เท่านั้น

เมื่อเข้า Manual Shifting Mode เกียร์จะไม่ชิฟท์ขึ้นให้แม้จะลากทะลุเรดไลน์ เป็นไปตามความต้องการของนักขับโดยเฉพาะ และถ้าขับอยู่เกียร์สูงแล้วต้องการลงเกียร์ต่ำสุด ก็ไม่ต้องตบแป้นหลายที แค่กดแป้น – คาไว้ ระบบจะพาไปเกียร์ต่ำสุดเท่าที่รอบเครื่องสามารถรับได้ โดยมีอัตราทดเกียร์ดังนี้

  • เกียร์ 1  = 5.000
  • เกียร์ 2  = 3.200
  • เกียร์ 3 = 2.143
  • เกียร์ 4  = 1.720
  • เกียร์ 5  = 1.313
  • เกียร์ 6  = 1.000
  • เกียร์ 7  = 0.823
  • เกียร์ 8  = 0.640
  • เกียร์ถอยหลัง  3.478
  • อัตราทดเฟืองท้าย  3.154

ในช่วงเปิดตัว M3/M4 ทุกคันจะได้ชุดเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบควบคุมด้วยไฟฟ้า แต่ในปี 2021 จะมีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ M xDrive ตามออกมา ซึ่งระบบนี้ก็ยกมาจาก BMW M5 และ M8 นั่นเอง และที่สำคัญคือบอสใหญ่ Flasch ย้ำว่า “จะมีโหมดขับเคลื่อนล้อหลังให้เลือกเช่นเดียวกับ M5 อย่างแน่นอน แต่ไม่ได้ทำมาให้ขับแล้วเร็ว มีไว้เพื่อให้คนที่อยากสนุก ได้ซนสมใจอยาก”

สำหรับตัวเลขสมรรถนะของเวอร์ชั่นขับหลัง M3/M4 รุ่น 480 แรงม้าเกียร์ธรรมดา สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.2 วินาที 0-200 ภายใน 13.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. หรือสั่งออพชั่น M Drive Professional เพื่อปลดเป็น 290 กม./ชม.

M3 Competition/M4 Competition 510 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.9 วินาที 0-200 ภายใน 12.5 วินาที ความเร็วสูงสุดเท่ากับรุ่นธรรมดา แม้จะสั่ง M Drive Professional ปลดล็อคแล้วก็ยังยอมให้ไป “แค่” 290 กม./ชม. เท่ากัน

ระบบเบรก M3/M4 รุ่นเริ่มต้น จะใช้เบรกหน้าขนาดจาน 380 มม. กับคาลิเปอร์ 6 พอต ส่วนด้านหลังเป็นจานขนาด 370 มม. คาลิเปอร์ 1 พอต ถ้าสั่งออพชั่นเบรกคาร์บอนเซรามิก จะเพิ่มขนาดจานเป็น 400 และ 380 มม. ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการนำระบบเบรกควบคุมด้วยไฟฟ้าจาก BMW M8 มาใช้ ทำให้สามารถปรับการตอบสนองของเบรกได้สองระดับคือ Comfort และ Sport

สำหรับภายในของ BMW M3/M4 ใหม่นั้น ยึดแบบจาก BMW 3 Series G20 และได้เทคโนโลยีระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น BMW OS 7.0 หน้าปัด BMW Live Cockpit Professional สำหรับ M Car ที่มาพร้อมกับจอ TFT 12.3 นิ้ว และจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว สิ่งที่ให้มาเพิ่มสำหรับนักซิ่งก็คือระบบ Drift Analyser ซึ่งมอนิเตอร์ลักษณะการดริฟท์ของรถ, M Lap Timer ซึ่งสามารถจับเวลารอบสนามและแสดงผลบนจอ HUD ได้ นอกจากนี้ กล้องรอบคันของ M3/M4 ยังสามารถจับภาพจากกล้องทุกตัวและบันทึกเป็นวิดิโอได้ยาว 40 วินาทีอีกด้วย

และถ้าเบาะที่ให้มาแบบมาตรฐานยังสปอร์ตไม่พอ ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเบาะคาร์บอนบัคเก็ตซีท ที่สามารถปรับถอดแผ่นรองศีรษะบางส่วนออกเพื่อให้สะดวกในยามขับโดยใส่หมวกกันน็อค ตัวเบาะเองก็ถูกพัฒนาให้มีน้ำหนักเบา ลดน้ำหนักลงจากเบาะสเป็คมาตรฐานไปถึงตัวละ 9.6 กิโลกรัม

ทั้งหมดนี้คือความสะใจที่คุณได้จาก BMW M3 (G80) และ M4 (G82) รุ่นใหม่ ซึ่งจะเริ่มต้นขายในยุโรปภายในปีนี้ สำหรับเวอร์ชั่นพวงมาลัยขวาจะเริ่มผลิตและส่งมอบในไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 ซึ่งประเทศไทย ก็อาจได้ M4 Coupe มาจำหน่ายในปีหน้านี้ แต่อย่าเพิ่งถามว่าราคาเท่าไหร่ เพราะดูจากสเป็คและออพชั่น หากรอตัวขับสี่มาถึงไทย ราคาอาจจะเขยิบไปใกล้หลักสิบล้านเลยก็ได้

The following two tabs change content below.
Pan Paitoonpong

Pan Paitoonpong

Founding Member/Contributing Editor
มนุษย์ปากจัดผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถยุค 90s ชื่นชอบรถยนต์ที่ขับสนุกและมีการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับตัวอ้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการขับขี่>>รู้จักกันในชื่อ Commander CHENG ก่อนรีแบรนด์ตัวเองโดยใช้ชื่อจริง>>ทดสอบรถยนต์และเขียนบทความให้กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ Headlightmag.com, GQ Magazine และแน่นอน..bimmer-th.com

Comments

comments