เปิดสเป็ค BMW iX: EV ขนาดเท่า X5 กับ 2 ขุมพลัง eDrive เตรียมขายปลายปี

หลังจากที่เปิดโฉมหน้าแบบชิมลางไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ล่าสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2021 ทาง BMW ที่เยอรมนี ได้เผยแพร่รูปภาพและรายละเอียดเพิ่มเติมของ BMW iX ยานยนต์ SAV ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วน โดยได้ยืนยันแล้วว่าลูกค้าที่รอสั่ง iX อยู่ จะมีทางเลือกของขุมพลังสองแบบ ตั้งเป็นชื่อรุ่นว่า BMW iX xDrive40 และ BMW iX xDrive50 ซึ่งจะมีพละกำลัง 300 และ 500 แรงม้าตามลำดับ

เกิดมาเพื่อเป็น EV 100%

ด้วยลักษณะของรถที่ BMW ตั้งใจทำมาให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง ทำให้ต้องใช้โครงสร้างตัวถังแบบที่พัฒนามาใหม่ทั้งหมด โดยใช้โครงสร้างแบบ Aluminum Spaceframe ที่เพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกด้วย Carbon Cage ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้มีน้ำหนักเบา แม้ว่าน้ำหนักของแบตเตอรี่จะมาก แต่เมื่อนำมาวางที่พื้นรถ และพยายามปรับโครงสร้างให้มีน้ำหนักเบา ผลที่ได้ก็คือรถ SAV ที่แม้จะดูสูง แต่มีความได้เปรียบในเสถียรภาพเหนือรถยนต์เครื่องสันดาปภายในด้วยการที่เอา “ของหนัก” ไปอยู่ใกล้พื้นโลก ทำให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่า BMW X6 เสียอีก

ภายนอก ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์โดยมีกุญแจหลักอยู่ที่การพยายาม “ทำรถไซส์ X5 ให้ดูปราดเปรียวเท่า X6 แต่ต้องมีความน่าเกรงขามแบบ X7 และท้ายสุดคือ มีเอกลักษณ์ของรถตระกูล i จาก BMW อยู่ด้วย” กระจังหน้าซึ่งเคยมีความจำเป็นสำหรับการดักลมในรถสันดาปภายใน พอเป็นรถไฟฟ้าแล้วก็สามารถนำไปใช้ทำอย่างอื่น จึงเป็นที่สำหรับติดตั้งระบบกล้อง/เรดาร์ และเซนเซอร์ต่างๆสำหรับการตรวจจับด้านหน้า แต่ยังมีช่องดักลมสำหรับระบายความร้อนมอเตอร์และระบบไฟฟ้า ซึ่งจะมี Flap เปิด/ปิดด้วย ไฟหน้าออกแบบให้เรียว เล็ก กระจกบานหน้าลาดเอียง ทำให้แม้จะมีขนาดตัวระดับเดียวกับ X5 แต่กลับทำค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานได้ต่ำเพียง 0.25 เท่านั้น อาจจะกินลมแบบ SUV แต่ความฝืดลมต่อตารางนิ้ว น้อยจนรถเก๋งยังอาย

ทาง BMW ได้ทดสอบเปรียบเทียบโดยนำชุดขับเคลื่อนของ iX ทั้งหมดไปติดตั้งในรถทดลอง BMW X5 และอีกชุด ใส่ในตัวถังของ iX น้ำหนักที่เบากว่า และแอโร่ไดนามิกส์ที่ดีเยี่ยมของ iX ทำให้เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วทดลองวิ่งจับระยะ iX สามารถทำระยะทางวิ่งได้ไกลเพิ่มขึ้นอีก 65 กิโลเมตร

ภายในล้ำยุค และครั้งแรกกับพวงมาลัยหกเหลี่ยม

BMW iX เป็นรถรุ่นแรกของทางค่ายที่จะได้ใช้ BMW Operating System 8.0 ควบคู่ไปกับระบบ iDrive ใหม่ รายงานค่าต่างๆผ่านจอแก้วใสโค้งยาวที่เกิดจากการนำแผงมาตรวัดจอสีขนาด 12.3 นิ้ว เข้ากับจอกลาง 14.9 นิ้วมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ลูกค้าสามารถสั่งเพิ่มออพชั่น “Bold & Clear Package” ซึ่งจะใช้แก้วใส และลายไม้แบบ Open Pore Wood ตกแต่งในส่วนต่างๆได้อย่างสวยงาม ระบบ Infotainment ต่างๆในรถ ได้รับการอัปเกรดเปลี่ยนชิพประมวลผลใหม่ ทำให้ระบบไฟฟ้าต่างๆในรถสามารถสื่อสารกับกล่อง ECU หลัก ส่ง/แสดงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ชนิดที่เรียกได้ว่าเร็วที่สุดเท่าที่ BMW เคยสร้างมา

นอกจากนี้ สิ่งที่นับว่าเป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์เวอร์ชั่นพร้อมจำหน่ายจริงใน iX ก็คือการใช้พวงมาลัยแบบ 6 เหลี่ยม ซึ่งทางดีไซนเนอร์อธิบายว่า พวงมาลัยแบบนี้จับได้ถนัดไม่แพ้พวงมาลัยทรงกลมหรือพวงมาลัยท้ายตัด แต่ช่วยให้วงพวงมาลัยกินเนื้อที่บริเวณขาและเข่าน้อยลง ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ในรถที่มีระบบ Autonomous Driving สร้างพื้นที่ในการขยับตัวมากขึ้น ขึ้นลงจากรถได้ง่ายขึ้น และยังปรับรูปแบบให้ไม่มีการบดบังมาตรวัดอีกด้วย

พลังขับเคลื่อน eDrive เจนเนอเรชั่นที่ 5

ใน BMW iX นั้น ทีมวิศวกรระบบขับเคลื่อนได้พยายามปรับปรุงแบบครบวงจร ทั้งมอเตอร์ขับเคลื่อนพลังสูง ระบบชาร์จไฟกลับ (Recuperation) ที่พัฒนาให้ป้อนกระแสไฟกลับได้มากกว่าเดิม และแบตเตอรี่แพ็คแบบใหม่ที่มีความสามารถในการเก็บกักพลังงานสูงเมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนัก โดย iX ทั้งสองรุ่น แม้จะมีสมรรถนะในด้านต่างๆที่ไม่เท่ากัน ทว่าจะมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ มีมอเตอร์ที่ด้านหน้าและหลัง การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ซึ่งแยกอิสระสองส่วน แต่ทำงานประสานกันด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความสามารถในการคำนวณสูงกว่าระบบที่ใช้ในรถสันดาปภายในอย่าง X5 ถึง 20 เท่า ทำให้มีความแม่นยำในการส่ง และควบคุมการกระจายแรงบิดได้ไวกว่า BMW ทุกรุ่นที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน

BMW iX xDrive40

  • พละกำลัง มากกว่า 300 แรงม้า (ตามเอกสารที่ BMW ระบุ ยังไม่มีการบอกตัวเลขแบบเจาะจง)
  • แบตเตอรี่ ความจุพลังไฟมากกว่า 70kWh
  • ระบบ DC-Fast Charge 150kW สำหรับสถานีชาร์จที่รองรับ ใช้เวลา 10 นาทีเติมไฟพอสำหรับการวิ่ง 90 กม.
  • ชาร์จผ่านที่ชาร์จแบบ 11kW ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง
  • พิสัยทำการหลังชาร์จไฟจนเต็ม มากกว่า 400 กม. ตามมาตรฐาน WLTP
  • อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ประมาณ 6.0-6.4 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด ล็อคไว้ที่ 200 กม./ชม.

BMW iX xDrive50

  • พละกำลัง 500 แรงม้า
  • แบตเตอรี่ ความจุพลังไฟมากกว่า 100kWh
  • ระบบ DC-Fast Charge 200kW สำหรับสถานีชาร์จที่รองรับ ใช้เวลา 10 นาทีเติมไฟพอสำหรับการวิ่ง 120 กม.
  • ชาร์จผ่านที่ชาร์จแบบ 11kW ใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมง
  • พิสัยทำการหลังชาร์จไฟจนเต็ม มากกว่า 600 กม. ตามมาตรฐาน WLTP
  • อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 5 วินาที
  • ความเร็วสูงสุด ล็อคไว้ที่ 200 กม./ชม.

ระบบ Brake Energy Regeneration แบบ Adaptive

พลังการคำนวณของสมองกลในรถ BMW iX ที่มีมากมหาศาล ทำให้สามารถเชื่อมต่อการทำงานของระบบต่างๆในรถเพื่อทำงานร่วมกันได้ราวกับสมองและแขนขาของมนุษย์ หลักการแบบเดียวกันนี้ก็ถูกนำมาใช้ในระบบ Brake Energy Regeneration (ระบบหน่วงความเร็วของรถซึ่งนำแรงหน่วงไปสร้างพลังไฟฟ้ากลับสู่แบตเตอรี่) เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการ พฤติกรรมการขับ และสภาพถนนที่ขับ ซึ่งแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละบุคคล

เริ่มแรก เมื่อใส่เกียร์ D ออกรถ ระบบจะอนุญาตให้รถออกตัวเมื่อถอนเท้าจากเบรก และใช้แรงเบรกเพื่อชะลอหรือหยุดรถตามปกติเหมือนวิธีที่เราขับรถยนต์สันดาปภายใน ระบบ Energy Regeneration จะถูกปรับไปที่โหมด Adaptive ซึ่งรถจะปรับแรงหน่วงตามสถานการณ์ในการขับขี่ และทำงานร่วมกับองค์ประกอบอื่นของรถ เช่น ระบบนำทาง หรือกล้องหน้ารถ

  • เมื่อขับรถเข้าใกล้ทางแยก ระบบของ iX จะใช้ GPS กับสัญญาณ 5G ร่วมกับแผนที่ในระบบนำทาง เพื่อปรับเพิ่มความหน่วง ช่วยให้รถชะลอความเร็วและนำพลังงานที่ได้กลับสู่แบตเตอรี่ แต่ถ้าหากเมื่อเข้าใกล้ทางแยกจนระบบกล้องหน้ารถสามารถตรวจจับไฟจราจร พบว่าทางเรากำลังได้ไฟเขียว ระบบก็จะสั่งยกเลิกการเพิ่มแรงหน่วงให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถใช้โมเมนตั้มของรถ ประคองความเร็วผ่านแยกไปได้ ทำให้ไม่ต้องมากดคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วใหม่
  • เมื่อขับอยู่บนทางด่วนด้วยความเร็วคงที่ หากระบบตรวจไม่พบรถวิ่งอยู่ข้างหน้าในระยะใกล้ และคนขับยกเท้าออกจากคันเร่ง รถจะยกเลิกระบบหน่วงทั้งหมด เพื่อให้รถสามารถร่อนต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ (Freewheeling Mode หรือ Glide Mode) ซึ่งทำให้รถไม่มีอาการชะงักเวลายกคันเร่ง สามารถใช้โมเมนตั้มของรถพาวิ่งไปได้ไกล

ประการต่อมา ถ้าหากยังไม่พอใจ ผู้ขับสามารถปรับแรงหน่วงของระบบ Regeneration เอาเองก็ได้ โดยเลือกระหว่าง Low, Medium และ High นอกจากนี้ ถ้าคุณขับในเมืองแล้วรถติดแบบไป/หยุด/ไป/หยุดบ่อยๆ ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ระบบ Autonomous Driving ได้ ผู้ขับก็แค่บิดสวิตช์เกียร์ไปที่โหมด B ซึ่งจะเป็นการเปิดโหมด One-Pedal Activation ซึ่งจะเพิ่มแรงหน่วงมากขึ้น จนถ้าหากว่ายกคันเร่งแล้วรถจะสามารถชะลอจนหยุดเองได้ ซึ่งวิธีนี้ ก็ทำให้รถตอบสนองแบบ EV แท้ๆ และช่วยลดความเมื่อยล้ายามขับในเมืองเพราะไม่ต้องสลับเหยียบเบรก/คันเร่งบ่อยๆ

การลดมลภาวะตั้งแต่ก่อนผลิต

BMW ให้ความสำคัญกับการลดมลภาวะ ไม่ใช่เพียงแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อย CO2 จากปลายท่อเท่ากับศูนย์ แต่ยังต้องรวมไปถึงขั้นตอนก่อนผลิต

  • ขั้นตอนการผลิตแบบลด CO2 ซึ่งตั้งแต่ปี 2006 จนถึง 2019 BMW สามารถลด CO2 ที่เกิดจากขั้นตอนการผลิตรถยนต์ลงไปได้ถึง 70% และมีเป้าที่จะลดให้ได้อีก 80% ภายในปี 2030
  • นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา BMW ลงทุนจ่ายค่าไฟฟ้าให้กับโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังทางเลือกเพื่อป้อนให้กับโรงงานเป็นเงินมหาศาล ในกรณีของสายการผลิตรถ BMW iX จะใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังน้ำ ซึ่งใช้น้ำจากแม่น้ำ Isar และแม่น้ำ Lech เท่านั้นเพื่อสร้างสายการผลิตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
  • ในด้านการผลิตแบตเตอรี่และเซลล์ BMW ได้ทำสัญญากับซัพพลายเออร์เพื่อให้การรับรองว่าไฟฟ้าที่นำมาใช้ในขั้นตอนการผลิตแบตเตอรี่จะต้องมาจากพลังงานที่สะอาด
  • สำหรับการผลิตอะลูมิเนียมซึ่งใช้ในส่วนประกอบของเคสแบตเตอรี่ เคสอะลูมิเนียมสำหรับมอเตอร์และระบบขับเคลื่อน และวัสดุน้ำหนักเบา BMW ได้เซ็นสัญญากับซัพพลายเออร์จาก United Arab Emirates ซึ่งใช้ไฟฟ้าโรงงานที่ส่งมาจากฟาร์มโซลาร์ที่ตั้งอยู่ในทะเลทราย BMW คาดว่าเมื่อบังคับใช้สัญญาที่กำหนดให้ใช้พลังสะอาดในการผลิต ทางบริษัทจะสามารถลด CO2 ในการผลิตรถได้ 2.5 ล้านตันภายใน 9 ปีข้างหน้า
  • อุปกรณ์ตกแต่งภายใน ก็ได้มาด้วยวิธีการที่มีการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ลายไม้ตกแต่งในบางรุ่น ได้มาจากต้นไม้ที่มาจากการเพาะปลูกในแปลงที่ถูกกฎหมาย ผ้าที่ใช้มาจากวิธีการทางธรรมชาติ วัสดุหนังที่มีขั้นตอนการทำสี Tanning ก็เปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นสารสกัดจากใบมะกอก ซึ่งในยุโรปทุกปีใบมะกอกตามแปลงเกษตรจะร่วงต้องกวาดไปฝังหรือเผาทิ้งอยู่แล้ว พรมที่ใช้ปูพื้น iX ทำมาจากไนลอนรีไซเคิล “ECONYL” ซึ่งบางส่วนก็นำมาจากอวน/แหของชาวประมงที่ถูกทิ้งเป็นขยะในทะเล ส่งไปผ่านขั้นตอนที่ประเทศสโลเวเนีย
  • สำหรับแร่ธาตุ องค์ประกอบทางเคมี ที่มีความสำคัญต่อการผลิตอุปกรณ์เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน เช่นโคบอลต์ และลิเธียม BMW เข้าไปเป็นผู้มีบทบาทหลักในการคัดเลือกผู้ป้อนวัตถุดิบ ตรวจสอบคุณภาพโรงถลุงแร่ ไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็ก ไม่มีการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น จนสุดท้ายได้แร่เหล่านี้จากออสเตรเลียและโมร็อคโค จากนั้น BMW จะควบคุมขั้นตอนการขนส่งไม่ให้มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพหรือสารเคมี ไปยังผู้ผลิตแบตเตอรี่อีกทอดหนึ่ง

และนี่คือนวัตกรรมใหม่ในโลกของยานยนต์จาก BMW ซึ่งทางผู้บริหารเผยว่า จะเริ่มประกอบที่โรงงาน Dingolfing ในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 โดยในปัจจุบัน ได้ตั้งราคาของรถที่จำหน่ายในเยอรมนีเอาไว้แล้ว โดยรุ่น xDrive40 จะมีราคา 77,300 ยูโร และรุ่น xDrive50 จะตั้งราคาเอาไว้ที่ 98,000 ยูโร

สำหรับในประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูงมากที่ทาง BMW Thailand จะนำเข้ามาจำหน่าย โดยมีข่าวหลุดมาเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วว่า อาจจะได้เห็นตัวจริงกันในช่วงปลายปี 2021 เพราะที่ผ่านมา BMW ในประเทศไทยนั้น เป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์หลักที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการก่อร่างสร้างสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยตลอดมา ดังนั้นเมื่อมีรถ EV ที่หรู แรง และใช้งานได้สารพัดประโยชน์ แถมวิ่งได้ไกลระดับ 600 กิโลเมตร วิ่งไปเชียงใหม่ ก็แค่แวะพัก Quickcharge ระหว่างทางรอบเดียวเท่านั้น จึงเป็นรถที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงมาก

รอชมกันว่าเมื่อมาถึงประเทศไทย จะซื้อหากันได้ในราคาเท่าไหร่

The following two tabs change content below.
Pan Paitoonpong

Pan Paitoonpong

Founding Member/Contributing Editor
มนุษย์ปากจัดผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถยุค 90s ชื่นชอบรถยนต์ที่ขับสนุกและมีการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับตัวอ้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการขับขี่>>รู้จักกันในชื่อ Commander CHENG ก่อนรีแบรนด์ตัวเองโดยใช้ชื่อจริง>>ทดสอบรถยนต์และเขียนบทความให้กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ Headlightmag.com, GQ Magazine และแน่นอน..bimmer-th.com

Comments

comments