รีวิว BMW X2 sDrive20i M Sport X เด็กชายมากเสน่ห์ ที่แอบเปรี้ยวไม่เบา!

“คนขับ BMW คือคนที่รู้จักใช้รถ แต่คนขับ BMW เปิดประทุนคือคนที่รู้จักใช้ชีวิต”

From BMW Stories TOM YUTHLERT

ประโยคของคุณต้อม ยุทธเลิศ ที่พูดไว้ใน BMW Stories คือประโยคแรกที่กำลังลอยเข้ามาในหัวผม หลังจากที่ผมกำลังก้าวขาลงจากรถพร้อมหันกลับไปมอง BMW X2 สีทอง Galvanic Gold ที่จอดโดดเด่นอยู่ด้านหลังอย่างช้าๆ ใช่ครับ X2 คันนี้ไม่ได้เป็นรถเปิดประทุน แต่ภาพที่ผมมองเห็น X2 ในคืนนั้น มันเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งเจอผู้หญิงแบบในฝันและมันยากที่จะละสายตาทั้งสองข้างออกจากสิ่งตรงหน้า สำหรับความคิดของผมในคืนนั้น รถคันนี้ดูโดดเด่นไม่แพ้กับ BMW 4 Series สีส้มสุดจี๊ดหลังคาเปิดประทุนที่ผมได้มีโอกาสขับไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

X2 สีทอง Galvanic Gold คันนี้คือหนึ่งในพี่น้องตระกูล X ของ BMW ที่นับวันจะเริ่มใหญ่ขึ้นและมีพี่น้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ X2 คันนี้ถูกเรียกว่าเป็นรถแบบ SAC ซึ่งย่อมาจาก Sport Activity Coupé โดยคำว่า SAC มีความหมายไม่เหมือนกับ SUV ของรถยนต์ค่ายอื่นๆ เนื่องจาก BMW ต้องการถ่ายทอด DNA ของรถที่ขับสนุกในรถทุกแบบของค่ายและ X2 คันนี้มีดีไซน์ส่วนท้ายที่แฝงอารมณ์ของรถ Coupé ไว้กับตัว

แต่ครั้นการจะยึดสูตรสำเร็จการออกแบบให้ X2 คันนี้เหมือนกับพี่น้องในตระกูลคันอื่นที่ผ่านมานั้น คงจะทำให้เกิดศึกแย่งชิงยอดขายกันเองได้ X2 จึงต้องมีจุดยืนของรถที่แตกต่างและชัดเจน จึงเป็นที่มาของรูปทรงที่โดดเด่น ฉีกกฎการออกแบบของ BMW เดิมๆ ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ (ทั้งตัวเลขของอายุหรือผู้ใหญ่ที่มีหัวใจเด็ก) ที่กล้าจะแตกต่างและต้องการรถที่สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมาผ่านดีไซน์รถBMW X2 จึงถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรมที่ชื่อว่า UKL ซึ่งเป็นชื่อโครงสร้างที่ BMW ใช้เรียกกับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ายุคใหม่ของพวกเขา โดยเป็นโครงสร้างเดียวกันกับที่อยู่ใน BMW X1 รุ่นปัจจุบัน และ MINI Country Man รุ่นใหม่ ขนาดมิติโดยรวมของ X2 จะมีขนาดตัวที่สั้น เล็ก และเตี้ยกว่า X1 (เตี้ยกว่า X1 อยู่ 7 เซนติเมตร) แต่มีความยาวของฐานล้อที่เท่ากัน ต่างกันเล็กน้อยตรงระยะความกว้างของฐานล้อคู่หน้าที่ X2 จะแอบกว้างกว่า X1 อยู่นิดๆ และมีการปรับเซ็ตช่วงล่างที่ไม่เหมือนกัน

สำหรับตลาดเมืองไทยนั้น BMW Thailand ได้นำเข้า X2 ทั้งคันเข้ามาแบบ CBU โดยทำตลาดเฉพาะรุ่น sDrive20i ที่ถูกตกแต่งด้วยชุดแต่งแบบ M Sport X ซึ่งเป็นการตกแต่งที่ใช้สี Frozen Grey ตัดกับสีของตัวรถ ทำให้สามารถเพิ่มความโดดเด่นให้รถได้มากขึ้น

ดีไซน์ด้านหน้าของ X2 นั้น เริ่มแหกกฎดีไซน์ของ BMW รุ่นปกติด้วยการออกแบบชุดกระจังหน้าไตคู่ให้กลับหัวลง ซี่กระจังหน้าสีดำตัดเข้ากับกรอบโครมเมี่ยมรอบๆ อย่างลงตัว ชุดไฟหน้าและไฟตัดหมอกแบบ FULL LED พร้อมดีไซน์ไฟ Day Time Driving Light แบบใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ใต้ไฟตัดหมอกลงไปนั้นคือช่องดักลมขนาดใหญ่ที่ถูกดีไซน์ให้ดึงดูดสายตาของคนที่พบเห็น

ด้านท้ายของรถนั้นโดดเด่นด้วยชุดไฟท้าย LED ทรง L-Shape แบบบาง ชายล่างฝากระโปรงท้าย เป็นตำแหน่งของ Logo X2 กับชื่อรุ่นย่อยของรถ ตำแหน่ง Logo ดังกล่าวแตกต่างจาก X1 อย่างชัดเจน (X1 จะอยู่ด้านบน) ส่วนของกันชนท้ายเป็นกันชนแบบ M Sport X ที่ตัดกับตัวรถด้วยสี Frozen Grey พร้อมด้วยท่อไอเสียแบบคู่ขนาด 90 mm (เฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 4 สูบขึ้นไป) ช่วยตัดกับดีไซน์ของรถให้โดดเด่นขึ้นมา

ดีไซน์ด้านข้างตัวรถนั้น BMW ตั้งใจให้ X2 มีกลิ่นอายของรถ Coupe ผสมอยู่ในตัว เส้นสายด้านข้างของรถนั้นถูกลากยาวตั้งแต่ช่วงซุ้มล้อหน้าไปจนจรดไฟท้ายด้านหลัง ทีมดีไซน์ของ BMW ตั้งใจออกแบบให้ตัวรถเหมือนกำลังพุ่งเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แม้ว่าตัวรถจะกำลังจอดอยู่กับที่ก็ตาม กรอบกระจกสีดำถูกดีไซน์ให้มีขนาดบางที่สุด จากดีไซน์ดังกล่าวทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานลม cd ต่ำเพียง 0.29 นับว่าไม่แย่สำหรับรถทรง SAV แบบนี้

ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้ดีไซน์ของ X2 นั้นแปลกและแตกต่างกว่าพี่น้องในตระกูล SAC คันอื่นๆ เห็นทีจะอยู่ที่เสา C Pillar ที่ถูกประดับด้วย Logo BMW ซึ่งทำให้ชวนคิดถึง BMW 2000 CS กับ 3.0 CSL ที่ในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในรถ Sport ในตำนานของ BMW ไปแล้ว

ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา ลาย Y-Spoke 722 M สี Orbit Grey ขนาด 19 นิ้ว หน้ากว้าง 8 นิ้ว หุ้มด้วยยางขนาด 225/45 เทคโนโลยี Runflat ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นเวลาอยู่บนถนน

Interior เปิดประตูเข้ามาชมภายในกันบ้าง

องศาบานประตูรถสามารถเปิดได้กว้างเพียงพอสำหรับการเข้าออก แต่ปัญหาหลักที่ผมพบเมื่อลองมาใช้ชีวิตกับรถคันนี้อยู่ราว 3 วัน เห็นทีจะมาจากดีไซน์ของชุดสเกิร์ตด้านข้างของ X2  ที่มีดีไซน์ที่ยื่นออกมาจากตัวบานประตูรถ ทำให้ต้องใช้แรงมากขึ้นในการก้าวขาเข้าออกรถและเสี่ยงที่กางเกงหรือขาของผู้โดยสารจะเปื้อนจากชุดสเกิร์ตเวลารถสกปรกได้ แต่นั่นก็เป็นแค่สิ่งเล็กน้อยที่ต้องยอมแรกเมื่อคุณจะขับรถที่โดดเด่นกว่ารถคันอื่นบนถนน

เบาะนั่งตอนหน้าแบบ Sport สามารถปรับรองน่องเข้าออกได้ ซัพพอร์ตตัวคนขับได้กำลังดี หุ้มด้วยหนัง Dakota แบบเจาะรู ปรับองศาด้วยไฟฟ้าพร้อมสวิตช์ปรับปีกเบาะคู่หน้า ส่วนเบาะคนขับจะมี Memory ตัวเบาะมาให้ 2 ตำแหน่ง

สีของตัวเบาะนั้นจะขึ้นอยู่กับสีภายนอกของตัวรถ

เบาะหนังสีดำ Black เดินตะเข็บด้วยด้ายสีน้ำเงิน เฉพาะ X2 สี

  • สีเหลืองทอง Galvanic Gold (คันที่นำมารีวิว)
  • สีน้ำเงิน Misano Blue

เบาะนั่งสีแดง Magma เดินตะเข็บด้วยด้ายสีเทา เฉพาะ X2 สี

  • สีขาว Alpine White
  • สีดำ Black Sapphire
  • สีเทา Mineral Grey

ในส่วนของเบาะหลัง ตัวเบาะมีช่วงรองขาที่ค่อนข้างสั้นเพื่อแลกมากับพื้นที่วางขาของผู้โดยสารด้านหลัง พนักพิงหลังมีองศาที่ตั้งชันเล็กน้อย เหตุผลหลักจริงๆที่ทำให้ตำแหน่งเบาะหลังนั่งได้ไม่ค่อยสบายน่าจะมาจากตัวของฟองน้ำเบาะที่ค่อนข้างแข็ง แต่ถึงกระนั้นเองตัวเบาะหลังก็มีที่วางแขนมาให้พร้อมช่องใส่แก้วน้ำแบบฝาเปิดปิดมาอย่างเรียบร้อย

หากมองขึ้นไปด้านบนหลังคารถ ท่านจะพบกับอีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดที่ทำให้ X2 คันนี้ดูโดดเด่นขึ้นได้มากจริงๆ คือหลังคา Panorama Glass Roof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าผ่านสวิตช์ตรงไฟอ่านแผนที่

เมื่อมองมาในห้องโดยสารด้านหน้าจะพบกับชุดแผงคอนโซลหน้าที่หุ้มด้วยหนัง เสริมการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมลาย Hexagon ที่ช่วยตัดกันได้อย่างลงตัว หน้าตาและตำแหน่งการวางอุปกรณ์นั้นเหมือนกันกับ BMW X1 ไม่มีผิด จะต่างกันเพียงออฟชั่นบางอย่าง

ชุดพวงมาลัยสามก้านแบบ M Sport หุ้มด้วยหนังแสนเนียนมือชวนให้จับอยู่ตลอดเวลา ด้านซ้ายมือบนพวงมาลัยเป็นที่อยู่ของปุ่ม LIM ที่ไว้ตั้งจำกัดความเร็วของรถ ส่วนด้านขวามือเป็นปุ่มควบคุมเครื่องเสียงปกติ สิ่งที่ชวนให้น่าหงุดหงิดเห็นทีจะอยู่ตรงที่ X2 คันนี้ขาดปุ่ม Cruise Control มาให้ ซึ่งเป็นออฟชั่นที่รถระดับราคานี้ควรมีมาให้ลูกค้าได้แล้ว

จุดเด่นหลักของภายในที่ต่างไปจาก X1 นั้น เห็นทีจะอยู่ที่ชุดเรือนไมล์ดิจิตอลที่ดูสวยและทันสมัยขึ้นมากๆ และยังสามารถแสดงค่าต่างๆได้อย่างชัดเจน ชัดชนิดที่ว่าหากมองผิวเผินอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นหน้าปัดแบบเข็มดั้งเดิม หน้าปัดแบบใหม่มาพร้อมกับระบบ Head-Up Display ที่สามารถแสดงความเร็วของรถ, คลื่นวิทยุและระบบนำทางช่วยให้คนขับไม่ต้องละสายตามามองด้านล่างเลย

ขยับสายตามาทางด้านซ้ายมือของคนขับนิดๆ ทุกท่านจะพบกับหน้าจอกลางของรถขนาด 8.8 นิ้ว ที่สามารถสั่งการได้ผ่านสวิตช์ iDrive ที่ตั้งอยู่ใต้คันเกียร์ โดยชุดหน้าจอนี้เองจะเป็นที่อยู่ของระบบ Navigation แบบ Plus ที่สามารถแสดงข้อมูลการจราจรได้แบบ Realtime และยังสามารถตั้งค่าตัวรถต่างๆ ได้ผ่านเมนูในจอชุดนี้

นอกเหนือจากนั้น X2 คันนี้ยังมีระบบ BMW Connected Drive ซึ่งเป็นบริการช่วยเหลือคนขับในด้านต่างๆ หากท่านใดอยากรู้จักเจ้าระบบนี้เพิ่มเติม พี่อู๋ของพวกเราได้เคยทำรีวิวเข้าระบบนี้ไว้เรียบร้อยแล้วครับ

สามารถคลิกลิงค์ต่อได้ที่ รีวิว BMW ConnectedDrive บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน, ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ เริ่มใช้ในไทยได้แล้ว

ปุ่ม SOS สำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉินกรณีคนขับเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการใหม่ของ BMW Connected Drive

ชุดเครื่องเสียงวิทยุแบบธรรมดาที่สามารถเชื่อมต่อมือถือได้ทั้ง USB และ Bluetooth แต่ขาดช่องใส่ CD มาให้ เช่นเดียวกับระบบปรับอากาศที่ชวนให้หงุดหงิดเนื่องจากเป็นเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดา ที่ต้องคอยหมุนปรับอุณหภูมิและพัดลมเอง :’(

เมื่อมองลงมาด้านล่างสุดจะพบกับชุดคันเกียร์ไฟฟ้าหน้าตาใหม่ที่ดูไฉไลกว่าเดิมเมื่อเทียบกับ X1 ส่วนการวางปุ่มต่างๆ รอบคันเกียร์นั้น เหมือนกันกับ X1 ไม่ว่าจะสวิตช์ ปิด-เปิด Traction Control, DTC หรือสวิตช์ปรับโหมดการขับขี่ BMW Driving Experience Control และปุ่มเปิดปิด PDC ของตัวรถ ชุดควบคุม iDrive แบบรองรับการสัมผัสยังอยู่เช่นเดิม ถัดมาข้างๆ เป็นที่อยู่ของชุดเบรกมือไฟฟ้า แอบเสียดายเล็กน้อยที่ X2 คันนี้ไม่ได้ใส่ระบบ Auto Brake Hold มาให้

ข่าวดีคือ X2 มีกล้องถอยหลังและเซ็นเซอร์ PDC มาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ พร้อมระบบช่วยนำรถเข้าจอดแบบขนานมาให้ โดยคนขับมีหน้าที่แค่เปลี่ยนเกียร์กับเหยียบเบรกแค่นั้น พวงมาลัยรถจะหมุนจัดการให้เอง

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีขนาดที่เล็กลงกว่า X1 อยู่เล็กน้อย มือเปิดฝาท้ายนั้นใช้โลโก้ BMW ที่อยู่ด้านหลังรถในการเปิด หรือจะใช้วิธีแตะเปิด (เอาเท้าคนถือกุญแจรถไปแหย่ใต้กันชนหลัง) โดยพกกุญแจรถไว้กับตัว​ให้ทำงานผ่านระบบ Comfort Access ก็ย่อมได้

ความจุของที่เก็บสัมภาระด้านท้ายนั้นอยู่ที่ 470 ลิตร และสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 1,355 ลิตรได้หากพับเบาะแถวสองลง ส่วนพื้นใต้ช่องเก็บของท้ายรถนั้น สามารถเปิดเพื่อยกขึ้นเก็บของที่มีกลิ่นหรืออาหารไม่ให้รบกวนคนในห้องโดยสารได้ ซึ่งช่องดังกล่าวก็มีความกว้างและลึกพอสมควร

Engine and Drivetrain

ขุมพลังของ BMW X2 ที่เรานำมาทดสอบกันนั้นเป็นเครื่องยนต์เบนซินรุ่น 20i (รหัสเครื่องยนต์ B48) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ขนาดความจุ 2.0 ลิตร ความจุจริง 1,998 ซี.ซี. ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 192 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที  ปล่อย CO2 เฉลี่ย 149 กรัมต่อกิโลเมตร

จับคู่เข้ากับเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 Speed Steptronic Dual-clutch พละกำลังทั้งหมดที่ถูกส่งต่อจากเกียร์จะถูกส่งลงไปสู่ล้อคู่หน้า เนื่องจาก X2 เวอร์ชั่นไทยนั้นเป็นรุ่น sDrive และใช่ครับ X2 คันนี้ขับเคลื่อนล้อหน้าเพราะใช้พื้นฐานโครงสร้างรถ UKL เดียวกับ Mini Country Man ใหม่และ X1

Dr!ve

Start เครื่องยนต์แล้วออกไปขับกัน

มันเป็นช่วงหัวค่ำของวันฝนพร่ำ ที่ผมกับพี่เนยได้รับกุญแจ X2 สีทองต่อจากพี่อู๋ Spin 9 ของเราแบบสดๆร้อนๆ และนั้นคือครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับ X2 พี่เนยคือคนขับผลัดแรกโดยเรามีจุดหมายคือขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าออกจากเมืองทันที

อาการช่วงล่างของ X2 ในเมืองนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับตัวผมเองไม่น้อย เพราะ Feeling ช่วงล่างของ X2 สามารถซับแรงกระแทกของรอยต่อถนนในเมืองได้ดีขึ้นกว่า X1 อยู่นิดๆ จะมีอาการกระด้างส่งขึ้นมาให้ผู้โดยสารรู้สึกบ้างเมื่อเจอฝาท่อระบายน้ำของกทม.ที่ทรุดจริงๆ แต่จะเป็นความตึงตังในลักษณะของรถที่ล้อใหญ่และมีแก้มยางที่บาง อาการดังกล่าวจะต่างไปเมื่อคุณเริ่มกดคันเร่งใช้ความเร็วมากขึ้นบนทางด่วน ช่วงล่างของ X2 จะมี Feeling ที่ หนักแน่น มีความนุ่ม กำลังสบาย และแฝงความ Sport อยู่ในตัว อาการ Body Roll นั้นลดลงเมื่อเทียบกับ X1 เดิม ผลคือสามารถเล่นโค้งเปลี่ยนเลนมั่นใจขึ้นกว่า X1 แบบผิดคาด ความจริงแล้ว X1 เองก็เป็นรถที่ช่วงล่างจัดว่าดี แต่นี้ก็เป็นอีกครั้งที่ BMW พิสูจน์​ให้เห็นว่า พวกเขาสามารถพัฒนาช่วงล่างให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้!

ส่วนสำคัญที่ทำให้คาแรคเตอร์ X2 ต่างจาก X1 มาจากการปรับมุมล้อและลดความสูงของตัวรถลง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของ X2 นั้นต่ำลง ซึ่งพวงมาลัยเองก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ถูกปรับเซ็ตใหม่ ให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แถมยังคมและไวขึ้นกว่า X1 เดิมอยู่ราว 10% ทำให้การขับขี่ในย่านความเร็วสูงนั้นแทบไม่จำเป็นต้องใช้โหมด Sport ให้น้ำหนักพวงมาลัยหนักตึงขึ้นเลย

พละกำลังของเครื่องยนต์นั้น มากเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตัวเลขพละกำลัง 192 แรงม้าสามารถทำให้คุณเอาไปวิ่งสู้ฟัดกับคนอื่นได้ในแบบพอหอมปากหอมคอ ตัวเลข Top Speed นั้นทำได้ถึง 235 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อถูกประกบเข้ากับเกียร์ Dual-clutch 7 Speed BMW ก็สามารถเซ็ตการตอบสนองมาให้รู้ใจคนขับได้เก่งเช่นเคย จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นั้นทำได้นุ่มนวลรวดเร็วแบบไม่น่าเชื่อ คันเร่งและเกียร์ของรถเหมือนสามารถอ่านใจคนขับได้​เพราะเพียงเสี้ยววินาทีที่ผมกำลังตอกคันเร่งเพื่อคิกดาวลงไป​ เกียร์ก็เปลี่ยนมารอคนขับได้เร็วกว่าผมกระพริบตาเสร็จเสียอีก แต่ถึงกระนั้นเหรียญก็มีสองด้านเพราะการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลแบบไร้รอยต่อของเกียร์ Dual-clutch ลูกนี้ก็ทำให้อรรถรสของแรงกระชากเวลาต่อเกียร์นั้นหายไปทำให้เสียความรู้สึกสนุกไปบ้าง แต่เมื่อมองเข็มความเร็วของรถเลขก็ไต่ขึ้นไวใช้ได้

และแน่นอนครับผมมีคลิปอัตราเร่งมาฝากเช่นเคย

ตัวเลข 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน Mode Comfort X2 สามารถทำเวลาได้อยู่ที่ 8.35 วินาที และหากปรับโหมดเป็น Sport พร้อมตบเกียร์มาทางด้านซ้ายให้เป็น D/S ตัวเลขจะลดลงเหลือ 8.15 วินาที อาจจะฟังไม่ค่อยหวือหวาแต่ตัวเลขอัตราเร่งแบบนี้ ก็ถือว่าพอทำให้คนขับแอบอมยิ้มที่มุมปากได้อยู่ครับ

บทส่งท้าย

หากคนขับ BMW คือคนที่รู้จักใช้รถและคนขับ BMW เปิดประทุนคือคนที่รู้จักใช้ชีวิต ผมมองว่าคนขับ BMW X2 คือคนที่ต้องการรถที่สามารถสะท้อนตัวตนของเขาออกมาได้บนถนนจริง

X2 ไม่ใช่รถที่คุณต้องใช้เหตุผลมากมายในการตัดสินใจซื้อเพราะมันคือรถที่เหมาะสำหรับคนที่มองเห็นรถคันนี้เป็นมากกว่าพาหนะในการพาเราจากจุดหมาย A ไป B มันมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองและสามารถสะท้อนตัวตนเจ้าของรถออกมาได้ผ่านงานดีไซน์ชิ้นนี้ ส่วนในเรื่องการขับขี่ X2 ก็ยังมี DNA ความเป็น Ultimate Driving Machine อยู่ในตัวได้อย่างชัดเจน

สำหรับผมแล้ว X2 คือรถที่มีเสน่ห์มากคันหนึ่งและเสน่ห์ของมันโดดเด่นมากขึ้นเวลาวิ่งอยู่บนท้องถนนผ่านรถสี Grayscale ที่มีอยู่เกลื่อนถนนเมืองไทย อย่างที่เคยกล่าวไปในช่วงต้นบทความครับว่า ภาพที่ผมเห็น X2 ในคืนนั้น มันเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งเจอผู้หญิงแบบในฝันและมันยากที่จะละสายตาทั้งสองออกไป นี้คือ BMW ที่กล้าที่จะแตกต่างไม่ตามใคร แม้ออฟชั่น X2 คันนี้จะดูขาดๆ เกินๆ ไปบ้างแต่ท้ายที่สุดแล้วไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่านี่คือ BMW ที่ขับดีและสวยที่สุดคันหนึ่งตั้งแต่ที่ BMW ทำรถทรง SAC มา

Be the one who dare กล้าที่จะต่าง

ราคา BMW X2 F39 ข้อมูล ณ วันที่ 19/11/2018
BMW X2 sDrive20i M Sport X CBU (รุ่นที่นำมารีวิว) ราคา 2,999,000 บาท รวมแพ็คเกจ BSI Standard

**พิเศษ!หากซื้อภายในสิ้นปี 2018 นี้ รับเพิ่มทันที BSI Package ขยายระยะเวลาสูงสุดนานถึง 10 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน**

ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก โปรแรงสุด ! BMW Thailand เพิ่มโปรแกรม BSI เป็น 10 ปี / 100,000 km. ฟรีค่าบำรุงรักษากับรถใหม่ทุกรุ่น

ขอขอบคุณ

BMW Thailand
ที่เอื้อเฟื้อรถในการทดสอบ

บทความโดย
ธิติพัทธ์ หิรัญบวรทิพย์


สงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาถ้อยคำรูปภาพในบทความโดยผู้เขียนและเว็บไซต์ BIMMER-TH.com
กรุณาขออนุญาตก่อนนำไปใช้

Comments

comments