BMW ยกทัพรถต้นแบบและรถใหม่บุกงาน Frankfurt Motorshow 2017

BMW ยกทัพรถต้นแบบและรถรุ่นใหม่ของทางค่ายไปเผยโฉมที่งาน Frankfurt International Motor Show (IAA) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-24 กันยายน 2017 โดยธีมการจัดงานของปีนี้คือ “This is tomorrow. Now” ยกโลกอนาคตมาไว้ในปัจจุบัน เนรมิตพื้นที่ของ Hall 11 ซึ่งมีบริเวณกว้างถึง 10,500 ตารางเมตร เพื่อจัดแสดงรถยนต์หลายรุ่นภายในเครือ BMW, M, MINI และ BMW Motorrad พร้อมทั้งนำเสนอนวัตกรรมใหม่เพื่อชีวิตในยุคหน้า

ภายในงานมีการจัดแสดงรถหลายรุ่นที่รับประกันว่าถูกใจคอ BMW อย่างแน่นอน เพราะขนาดพื้นที่ของบูธใหญ่โตจนประหนึ่งมอเตอร์โชว์ระดับจังหวัด แม้ว่าในงานจะมีรถต้นแบบใหม่สดแบบเผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลกเพียงรุ่นเดียว แต่ในงานก็มีรถรุ่นอื่นๆที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นรถที่จะผลิตขายจริง หรือรถต้นแบบที่เป็นตัวบ่งชี้ลักษณะให้กับรถรุ่นใหม่ๆของ BMW ที่จะตามออกมาในอนาคต

bimmer-th จะสรุปรายละเอียดของรถดาวเด่นที่เป็นไฮไลท์ของงานมาให้คุณอ่านกัน ขอบอกไว้ก่อนว่าถ้าคุณเป็นสมาชิกสังคมนิยมปลั๊กไฟ อนาคตของ BMW จะเริ่มชัดเจนขึ้นจากบรรดารถที่โชว์ในงานนี้ล่ะครับ

BMW i Vision Dynamics//A new form of electrifying driving pleasure

อาจจะเรียกได้ว่า..ถ้าหากในปี 2029 Skynet กับ Terminator ไม่ยึดครองโลกไปเสียก่อน i Vision Dynamics นี่ล่ะจะเป็น BMW ตระกูล Gran Coupe ที่คุณได้ขับกันในยุคนั้น

Harald Kruger ประธานกรรมการบริหาร BMW Group ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ภายในปี 2025 BMW จะมีรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดให้ลูกค้าเลือกมากถึง 25 รุ่น และ 12 รุ่นจากในจำนวนนั้นจะเป็นรถประเภทที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ” ดังนั้นจึงต้องมีการคิดค้นรูปทรงของรถแบบต่างๆออกมามากขึ้น เพราะตลาดรถยนต์ไฟฟ้านั้นย่อมไม่ได้มีแค่ซูเปอร์คาร์อย่าง i8 หรือรถครอบครัวทรงเครื่องปิ้งขนมปังหน้าตาน่ารักแบบ i3 รถยนต์แบบอื่นๆทั้งซาลูน แฮทช์แบ็ค และคูเป้ก็ต้องมีให้ลูกค้าเลือก i Vision Dynamics ก็คือตัวแทนจากอนาคตที่ถูกนำมาสู่โลกปัจจุบันเพื่อบอกว่า BMW มีแนวคิดการใช้เส้นสายต่างๆบนตัวถังอย่างไรในอนาคต

Adrian van Hooydonk บอสใหญ่จากสายงานออกแบบ กล่าวว่าทีมดีไซน์เนอร์เน้นความสะอาดและต่อเนื่องของเส้นสาย เก็บรายละเอียดให้ดูเนี๊ยบ เช่นตัวรถส่วนที่เป็นกระจกซึ่งต้องดูเรียบต่อเนื่องกับตัวถัง ส่วนกระจังหน้านั้น แต่เดิมกระจังทรงไตคู่ของ BMW มีไว้เพื่อสะท้อนความเป็นเลิศทางวิศวกรรม จึงยังมีความอลังการแบบแข็งกร้าวอยู่ ในดีไซน์ของรถอนาคต BMW ตั้งใจจะใช้ไตคู่ที่ออกแบบใหม่ให้ดูมีความล้ำยุค สะท้อนความทันสมัยของเทคโนโลยีมากกว่าเรื่องวิศวกรรมล้วนๆ

i Vision Dynamics ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้าล้วน แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนัก แต่ BMW บอกว่ามันสามารถชาร์จไฟแล้ววิ่งได้ไกล 600 กิโลเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ i Vision Dynamics – คลิกได้ที่นี่

BMW Concept X7 iPerformance//A new dimension in spaciousness

X7 คือรถ SUV ที่มีขนาดตัวโตที่สุดเท่าที่ BMW เคยทำมา และมีแนวโน้มว่าจะมีการผลิตและนำมาขายจริง โดยตลาดที่นิยมรถขนาดใหญ่แบบนี้ก็คงหนีไม่พ้นสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย โดยมุ่งเป้าไปที่ตลาดระดับท้อปสุด (นึกภาพคนที่อยากได้รถหรูแบบซีรีส์ 7 แต่ปากซอยน้ำท่วมสูงเกือบสองฟุตทุกฤดูฝน) การตกแต่งภายในทำมาอย่างพิถีพิถัน ใช้วัสดุชั้นดี เก็บรายละเอียดให้ดูสมกับราคารถ (ซึ่งก็ไม่น่าจะถูกนัก)

เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของรถที่จะจับตลาดหรู Adrian van Hooydonk อธิบายว่า “สำหรับรถคันนี้ เราพยายามทำเส้นสายต่างๆรอบตัวรถให้ดูเรียบร้อยขึ้น พยายามใช้เส้นตรงแบบที่ดูแล้วเรียบง่าย แต่เราจะไปเพิ่มความงามให้กับรถด้วยการทำรายละเอียดตามจุดเล็กๆให้ออกมาดี” ดูเหมือนว่า BMW รู้จักตลาดใหญ่ของพวกเขาดีว่ารถทรงแปลกๆในเซกเมนต์นี้มักจะไปไม่รอด X7 เวอร์ชั่นผลิตจริงนั้นจะเป็นรถขนาดใหญ่มาก (อย่างที่บอก..ซีรีส์ 7 ตัวโย่ง) ดังนั้นทีมออกแบบจึงไม่พยายามทำให้มันดูปราดเปรียวจนผิดธรรมชาติรถ พวกเขาเลือกที่จะทำให้รถดูใหญ่ตามธรรมชาติของมัน แต่ใช้ไฟหน้า กระจังหน้า และไฟท้ายที่ออกแบบตามเอกลักษณ์ของ BMW ใส่เข้าไปเพื่อทำให้มีความสปอร์ตของ BMW หลงเหลืออยู่บนตัวรถบ้าง

Concept X7 ใช้ขุมพลังไฮบริด e-Drive ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน TwinPower Turbo ผสานกำลังกับชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่ามาระดับนี้แล้ว ต้องสามารถวิ่งใน EV Mode ได้เช่นเดียวกับ BMW ตระกูล e ทั้งหลาย ส่วน X7 เวอร์ชั่นผลิตจริงจะใช้เครื่องยนต์แบบไหนนั้น เราจะทราบกันอีกทีเมื่อมันเผยโฉมขายจริงในปี 2018 แต่ถ้าให้เดาก็คงไม่ยาก (ซีรีส์ 7 มีเครื่องแบบไหนบ้าง X7 ก็คงมีเช่นเดียวกัน)

BMW Concept 8 Series//Unadulterated dynamics and modern luxury

ดูเหมือนว่า BMW จะมีแผนที่จะยกระดับแบรนด์ของตัวเองอย่างชัดเจนด้วยการมุ่งพัฒนารถระดับหรูกว่าปกติ นอกจาก SUV (หรือ SAV ก็ได้ถ้าจะเรียก) ระดับเรือธงอย่าง X7 แล้ว ซีรีส์ 8 คูเป้เวอร์ชั่นผลิตจริง ก็จะมาให้จับจองกันในปี 2018 เช่นเดียวกัน และ Concept 8 Series คือรถที่จะมาบอกว่าหน้าตาของรถคันจริงจะออกมาประมาณไหน

BMW เลือกใช้เลขอนุกรม 8 ในการทำตลาดรถรุ่นนี้ เพราะต้องการตั้งตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นรถสปอร์ตทัวร์ริ่ง ที่นำเอาความหรูหราไปอยู่ในรูปทรงที่สปอร์ต เพรียวลม ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้มันต่างจากซีรีส์ 6 ซึ่งแม้จะเป็นรถ 2 ประตู แต่ก็ยังมีลักษณะบางอย่างที่ดูคล้ายรถซาลูน 4 ประตูอยู่ ประกอบกับที่ BMW ก็เคยทำรถซีรีส์ 8 E31 ซึ่งมีรูปแบบกับเอกลักษณ์ที่สอดคล้องกันกับรถรุ่นใหม่ BMW จึงเลือกใช้เลข 8 ที่มีความหมายมงคลในหลายวัฒนธรรม (แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ 850i ขายดีขนาดนั้น)

ด้วยประเภทของรถที่แตกต่าง เราจึงเห็นได้ว่าทีมออกแบบเลือกเส้นสายต่างๆบนตัวรถให้ออกมาแตกต่างจาก Concept BMW คันอื่น ในขณะที่ i Vision มีดีไซน์ที่สะอาด เพรียว ลื่น และ Concept X7 เน้นความเรียบง่ายบึกบึน Concept 8 Series กลับมีผิวตัวถังที่ดูเป็นมัดกล้าม ชวนให้นึกถึงดีไซน์จากยุค Chris Bangle ทั้งนี้เพราะรถสปอร์ต ต้องมีมาดที่เหมือนเสือพร้อมกระโจน และบ่งบอกถึงสมรรถนะกับพละกำลังของรถโดยที่ไม่ทิ้งความสง่างามไป

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ Concept 8 Series – คลิกได้ที่นี่

BMW M8 GTE//Innovative Technology for a new legend

8 Series Coupe มีกำหนดขายจริงในปีหน้า แต่ก่อนที่ BMW จะส่งมอบรถให้ลูกค้าคนแรกได้นั้น เจ้าซีรีส์ 8 ตัวโหดอย่าง M8 GTE จะเข้าร่วมแข่งในรายการ Le Mans 24 ชั่วโมงก่อน และ BMW ก็ใช้เวทีงาน Frankfurt Motorshow ในปีนี้ เผยโฉม GTE แบบไม่มีผ้าปิดหรือหน้ากากคลุมเป็นครั้งแรก

M8 GTE เป็นผลงานของ BMW MotorSports GmbH ซึ่งโดยปกติก็มีหน้าที่รับผิดชอบทำรถแข่งเพื่อให้ BMW และทีมแข่งต่างๆที่เป็นพันธมิตร ในไปวาดลวดลายใน Le Mans หรือ Nurburgring ทางเว็บไซต์ bimmer-th จะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมของ M8 GTE ให้ท่านชมอีกครั้ง แต่บอกไว้ตรงนี้เลยก็ได้ว่าขุมพลังขับเคลื่อนเป็นแบบ V8 TwinPower ทวินเทอร์โบ จำกัดความจุกระบอกสูบเอาไว้ที่ 4.0 ลิตรตามกฎในคลาสของการแข่งขัน แรงม้าสูงสุดนั้นไม่ได้ระบุมาชัดเจน แต่ทราบว่ามีเกิน 500 แรงม้า และตัวรถมีน้ำหนักเบาแค่ 1.22 ตันเท่านั้น

BMW Concept Z4//Freedom on four wheels

ในขณะที่ Concept 8 Series เป็นดีไซน์ที่ทำมาเพื่อจับตลาดรถหรูระดับเหนือกว่าพรีเมียม Concept Z4 คือรถที่ทำออกมาเพื่อเอาใจลูกค้าโรดสเตอร์ตามเอกลักษณ์ของ BMW แบบดั้งเดิม มันคือรถที่สร้างมาเพื่อนักขับ เน้นความสนุกในการขับควบคู่ไปกับเอกลักษณ์ทางการออกแบบตาม DNA ของ BMW

Adrian van Hooydonk บอกว่า “เราตัดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป เราคิดแค่ว่าจะต้องออกแบบรถอย่างไร ให้คนขับรู้สึกเอ็นจอยไปกับการขับรถมากที่สุดโดยที่สามารถรับรู้อาการตอบสนองของรถได้เต็มที่ และสามารถออกคำสั่งให้รถทำตามได้อย่างว่องไว” ถ้าดูจากสัดส่วนของตัวรถ จะเห็นได้ว่ามันมีความใกล้เคียงสูตรของ Roadster จาก BMW ที่เป็นมาในอดีต ทั้ง Z3 และ Z4 รุ่นก่อน ด้วยลักษณะหน้ารถที่ยาว ท้ายรถสั้น คนนั่งจะอยู่ชิดไปหาแนวแทร็คล้อหลังซึ่งเป็นตำแหน่งที่จับการสไลด์ของท้ายรถได้ดีที่สุด ซึ่งอิสระที่จะสามารถคุมรถได้ตามใจแบบนี้ Adrian ให้คำจำกัดความว่านี่ล่ะคือ Freedom on four wheels

รูปทรงของรถ จะเต็มไปด้วยเส้นสายและสันคม มีเอกลักษณ์การออกแบบจากยุคของ Chris Bangle เช่นเดียวกับ Concept 8-Series แต่มาในรูปแบบที่กระทัดรัดกว่า ลดความอลังการของโครเมียมต่างๆลง ตัวรถดูเล็กและคล่องตัว มีกระจังหน้าไตคู่และไฟหน้า LaserLight ตามรูปแบบบังคับของ BMW ยุคใหม่

แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในรถที่จะมีการนำมาผลิตขายจริงในอนาคต แต่ปัจจุบัน ยังไม่มีการยืนยันว่า Z4 จะมีขุมพลังแบบไหนให้เลือกบ้าง ที่ยืนยันได้แน่นอนก็คือเครื่องยนต์แบบ 6 สูบเรียง TwinPower Turbo นั้นต้องมาแน่นอน และน่าจะมีเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบ 184-252 แรงม้าให้เลือกด้วยเช่นกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของ Concept Z4 – คลิกได้ที่นี่

นอกจากรถต้นแบบที่นำมาจัดแสดงในงานแล้ว ก็ยังมีรถแบบที่ผลิตพร้อมขายจริงให้ได้ดูกันด้วย

BMW 6 Series Gran Turismo

อย่าเพิ่งตกใจว่าแทนที่จะเป็นรถสปอร์ต 2 หรือ 4 ประตูอย่างที่คุณคุ้นเคยมันหายไปไหน ทาง BMW เขามีการจัดลำดับรุ่นใหม่ ทำให้รถที่เดิมเคยเป็น 5 Series GT ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 6 แทน แต่รูปแบบของตัวรถยังคงเป็นเหมือนเคย ให้คุณนึกถึงซีรีส์ 5 G30 ที่ถูกนำมายืดฐานล้อออก จาก 2,975 มิลลิเมตร เป็น 3,070 มิลลิเมตร ยืดตัวรถให้ยาวออก เปลี่ยนฝาท้ายเป็นแบบแฮทช์แบ็ค ปรับหลังคาและตำแหน่งที่นั่งให้สูงขึ้น

ผลที่ได้คือรถที่ดูแล้วเหมือนจะมีขนาดตัวไม่ต่างจากซีรีส์ 5 (ทั้งๆที่ความยาวจริงปาเข้าไปถึง 5,091 มิลลิเมตร) แต่มีพื้นที่ภายในกว้างขวาง มีอรรถประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น และยังสามารถใช้เป็นรถสำหรับให้คนขับทำหน้าที่สารถีแล้วใช้พื้นที่เบาะหลังกับพื้นที่วางขาอันเหลือเฟือรองรับผู้โดยสารรายพิเศษก็ได้ (คุณจะนึกถึงครอบครัวที่มีพ่อแม่แก่เฒ่า นึกถึงรถประจำตำแหน่งของผู้บริหาร หรือแท็กซี่ในปารีส ก็คงแล้วแต่คุณจะเลือก)

6 Series Gran Turismo จะเริ่มถูกส่งมอบให้กับลูกค้าในเดือนพฤศจิกายน 2017 เป็นต้นไป อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของภายในรถ ตัวถัง และเครื่องยนต์ ได้ที่นี่

BMW i3 และ i3S

BMW ถือโอกาสการจัดงานครั้งยิ่งใหญ่นี้เผยโฉม i3 เวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนส่วนหน้าและท้ายของรถ และเพิ่มเวอร์ชั่น S ที่ปรับเพิ่มสมรรถนะเข้าไปด้วย

นอกจากปรับส่วนหน้ากับท้ายแล้ว ก็ยังมีเส้นสีเงินบริเวณหลังคาที่เพิ่มเข้าไปใหม่ ลากยาวไปถึงข้างหลัง ทำให้มี Effect ที่ดูเหมือนมีอากาศไหลผ่าน และส่งผลให้ตัวรถดูปราดเปรียวล้ำอนาคตกว่าเดิม

สำหรับ i3S นั้น จะมีการตกแต่งด้วยวัสดุสีดำ Gloss ที่ด้านหน้าและหลัง รวมถึงกระจังหน้าสปอร์ตสีดำเงา นอกจากการตกแต่งภายนอกแล้ว ยังได้มีการเปลี่ยนช่วงล่างเป็นแบบสปอร์ต ปรับลดความสูงของบอดี้ลง 10 มิลลิเมตร และเพิ่มความกว้างของแทร็คล้อหน้า/หลังจากรุ่นธรรมดาอีก 40 มิลลิเมตร ล้อที่ใช้ก็เป็นขนาด 20 นิ้ว ซึ่งมีความกว้างมากกว่าล้อในรุ่นปกติอีก 2 นิ้วเพื่อรองรับกับยางที่มีหน้ากว้างมากขึ้น

ที่สำคัญ ถ้าปรับแต่รูปลักษณ์โดยไม่ทำอะไรกับเรื่องความแรงเลย ก็คงไม่ใช่ทางของ BMW เป็นแน่ ในเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นรถถ่าย Performance Version จึงต้องมีการโมดิฟายมอเตอร์ ทำให้มีแรงเพิ่มจากเดิม 170 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร กลายเป็น 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุดเพิ่มเป็น 270 นิวตัน-เมตร แต่การโมดิฟายตกแต่งที่ได้ทำไป ก็ส่งผลต่อแรงเสียดทานในการขับเคลื่อน ทำให้พิสัยการวิ่งหลังชาร์จไฟเต็มลดจาก 300 เหลือ 280 กิโลเมตร

นอกจากการปรับแต่งโฉมต่างๆสำหรับ i3 และ i3S แล้ว BMW ยังได้อัพเกรดการทำงานของระบบ iDrive เป็นเวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งรองรับการใช้งานผ่าน Apple CarPlay และ Wifi-Hot Spot ด้วย

BMW M5

เพิ่งเผยรายละเอียดกันไปเมื่อเดือนที่แล้วสำหรับ M5 ใหม่ ซูเปอร์ซาลูนเจ้าของแนวคิดซาลูนหรู ขับทำงานจันทร์ถึงศุกร์สบายตัว วันเสาร์พาแฟนไปช้อปปิ้งสบายใจ วันอาทิตย์ลงสนามแข่ง ดันซูเปอร์คาร์เล่นๆได้อย่างสะใจ ความสะใจที่ว่ายังรวมถึง Mode การขับเคลื่อนที่คุณสามารถเลือกได้ว่า จะให้มันทำตัวเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่แน่วแน่ในทุกสภาพถนน ขับเร็วๆได้อย่างมั่นใจ หรือว่า อยากจะให้เป็นโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อที่สไลด์ท้ายสวยๆได้แบบ GT-R R34 ก็ทำได้ และถ้าคุณรู้สึกอยากดริฟท์สร้างรอยยางรูปหัวใจเพื่อเอาใจแฟนสาว ก็สามารถปรับให้มันเป็นรถขับหลังเพียวๆเลยก็ได้

M5 F90 ใช้เครื่องยนต์ 4.4 ลิตร V8 bi-turbo พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo โดยวิศวกรทีม M ได้นำเครื่องยนต์จาก BMW M5 รุ่นก่อน มาพัฒนาต่อยอดในหลายจุด เช่น เทอร์โบใหม่ ระบบลดความร้อนให้กับอากาศที่ถูกประจุเข้าห้องเผาไหม้ และเพิ่มแรงดันหัวฉีด มีพลัง 600 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร สามารถเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.4 วินาที และ 0-200  ใน 11.1 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยถ้าคุณคิดว่าจะเอาไปไล่ 911 บนเอาโต้บาห์นเล่นๆ ก็สามารถสั่งออพชั่นย้ายไปล็อคที่ 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมแบบครบๆ ของ M5 F90 ได้ที่นี่

และนี่ก็คือตัวอย่างรถไฮไลท์รถต้นแบบ และรถเวอร์ชั่นขายจริงเพียงจำนวนหนึ่งของ BMW ที่ได้นำมาจัดแสดงในงาน Frankfurt International Motorshow ซึ่งนับว่าเป็นงานนิทรรศการยานยนต์ที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ใครก็ตามที่มีโอกาสและรายได้เอื้ออำนวยให้ไปได้ ก็ควรลองไปดูของจริงอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต แล้วก็อย่าลืมแวะเมือง Munchen (Munich) ไปชมพิพิธภัณฑ์ BMW Welt โดยเช่า BMW คันโปรดขับเล่นในเยอรมนี สักสัปดาห์นึง

ถ้าทำได้..ก็ขอให้ลอง ส่วนผู้เขียนนั้น ขออนุญาตรัดเข็มขัด ประหยัดเงิน และพาคุณท่องงานผ่านหน้าจอแล้วกันนะครับ


Source of Information and Images

BMW Press Group

BMWblog

The following two tabs change content below.
Pan Paitoonpong

Pan Paitoonpong

Founding Member/Contributing Editor
มนุษย์ปากจัดผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถยุค 90s ชื่นชอบรถยนต์ที่ขับสนุกและมีการออกแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับตัวอ้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการขับขี่>>รู้จักกันในชื่อ Commander CHENG ก่อนรีแบรนด์ตัวเองโดยใช้ชื่อจริง>>ทดสอบรถยนต์และเขียนบทความให้กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ Headlightmag.com, GQ Magazine และแน่นอน..bimmer-th.com

Comments

comments