รีวิว BMW X5 xDrive40e Hybrid Plug-in หรู ใหญ่ แรงสะใจแบบ Hot Hatch

หากเราจะนึกถึง SUV สักคันในตลาดรถยนต์

ผมเชื่อว่าภาพแรกที่ผมและคุณผู้อ่านทั่วไปนึกถึง คงหนีไม่พ้นรถครอบครัวคันใหญ่ ทรงสูงกว่ารถซีดานทั่วๆไปพอลุยได้ในทางที่รถเก๋งไม่กล้าเข้า แต่ยังคงความนุ่มนวลขับสบาย สามารถตอบโจทย์ในการเดินทางทุกๆวันทั้งนอกเมืองและในเมือง อีกทั้งยังขนสัมภาระได้มากกว่าปกติ

แต่ทั้งนี้คุณๆคงทราบอยู่แล้วว่าบางสิ่งที่ได้มาก็ต้องแลกกับบางสิ่งที่เสียไป ขนาดตัวที่โตและน้ำหนักที่มาก
ย่อมทำให้รถบ้างก็ขาดความคล่องตัว อัตราเร่งอาจไม่ถึงขั้นว่องไว ส่วนคันที่เร่งได้ไว ก็อาศัยพละกำลังจากขนาด
เครื่องที่ใหญ่ ผลสุดท้ายก็ต้องยอมแลกกับอัตราสิ้นเปลื้องเชื้อเพลิงที่สูงตามขนาดเครื่องยนต์ และน้ำหนักตัวของรถไป

x5 re p1

SUV ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นกฎเหล่านี้ อีกทั้งความสูงของรถที่ให้ข้อดีในแง่ทัศนวิสัย ก็กลับเป็นข้อเสียในเรื่องจุดศูนย์ถ่วงที่สูง ทำให้การเข้าโค้งไม่มั่นเท่ารถเก๋งตัวเตี้ย ทาง BMW ก็เข้าใจดีว่าบนโลกใบนี้ยังคงมีเหล่านักขับ
ที่ชอบรถขับสนุก กดกระแทกคันเร่งหรือเล่นกับโค้งได้พอหอมปากหอมคอ แต่มีข้อจำกัดเรื่องสภาพถนนที่ไม่
เอื้ออำนวยต่อรถเก๋งใต้ท้องเตี้ย หรือลูกค้าที่มีครอบครัวแล้วและมองว่า SUV เป็นทางเลือกที่น่าสนกว่ามินิแวน 7 ที่นั่ง

ยิ่งหากได้เรื่องการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นของแถมก็ยิ่งดี ผมว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากได้รถแบบนี้ ซึ่งนั่นก็คือที่มาของรีวิวรถ “SAV” คันที่ท่านเห็นอยู่ในภาพนี่เอง ซึ่ง SAV หรือ Sports Activity Vehicles               เป็นชื่อทางการตลาดที่ BMW ใช้ในการเรียกรถ SUV ตระกูล X ของพวกเขา

X5 Re p2

Ads

เส้นสายของตัวรถนั้นดูภูมิฐานสะอาดตา เมื่อมองผ่านๆอาจจะดูเรียบๆแต่หากตั้งใจมองอีกครั้งจะพบว่า
รถมีรายละเอียดที่ลงตัว ระหว่างความสุขุมนุ่มลึก แต่ยังมีรัศมีความดุแอบแฝงอยู่

รถตระกูล X ที่เราได้มาลองขับกันในครั้งนี้ ก็คือ BMW X5 xDrive40e M Performance สนนราคาค่าตัว
(ณ วันที่เขียนบทความ) อยู่ที่ 5,399,000บาท ซึ่งถือว่าเป็นรุ่น สูงสุดของตระกูลX5 ในบ้านเรา
หลังจากที่มีการถอดตัวเครื่องดีเซลหกสูบ xDrive30D ทิ้งไป คงเหลือแต่ รุ่น sDrive25D ดีเซล4สูบ
ที่ยังคงทำตลาดในตัวเริ่มต้นของตระกูล X5ในไทย

ครีบอากาศ หรือ AIR BREATHER บริเวณซุ่มล้อด้านหน้า นอกจากส่งผลในด้านอากาศพลศาตร์แล้ว ยังทรงผลต่อดีไซน์รถทั้งคันอีกด้วย
ครีบอากาศ หรือ AIR BREATHER บริเวณซุ้มล้อด้านหน้า นอกจากส่งผลในด้านอากาศพลศาตร์แล้ว ยังทรงผลต่อดีไซน์รถทั้งคันอีกด้วย

ไฟหน้ารถนั้นเป็นแบบ Adaptive LED Headlights พร้อมระบบ High Beam-Assistant ช่วยในการขับขี่ยามค่ำคืนที่ไม่มีแสงไฟถนนเพียงพอในการส่องหลุมถนนดวงจันทร์บ้านเรา โดยที่รถจะทำการปรับไฟเป็นไฟสูงเพื่อให้
ส่องถนนได้ไกล และลดเป็นไฟต่ำปกติเมื่อเซนเซอร์จับแสงของรถที่วิ่งสวนมาได้

ไฟตัดหมอกนั้นก็เป็นแบบLEDเช่นกัน

X5 re f2

x5 re p3.1

X5 xDrive40e นับว่าเป็นรถยนต์ในกลุ่มของ SAV BMW คันแรกที่มีระบบ เครื่องยนต์แบบ Plug In Hybrid
หรือที่ BMW เรียกโมเดลรถกลุ่มนี้ของพวกเขาต่างๆว่า iPerformance eDrive

ถ้าคุณๆคนไหนมีความคิดว่า ภาพของรถรักโลกพลังงานไฟฟ้า Hybrid ต้องล้อเล็ก แต่งตัวมาแบบประหยัดๆ
เห็นทีจะต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะX5 M Sport สเป็กบ้านเรานั้นถูกตกแต่งเพิ่มพิเศษจากตัว X5 ธรรมดาด้วยการเสริมชุดแต่ง M Sport พร้อมล้อและยางไซส์มหึมา ขนาด 20 นิ้ว

(ล้อ M Sport มาพร้อมกับยาง Pirelli Pzero RunFlat ขนาด275/40 R20 ในล้อหน้า และ 315/35 R20 ในล้อหลัง กว้างระดับเดียวกับ Supercar หลายๆรุ่นเลยทีเดียว )
ล้อ M Sport มาพร้อมกับยาง Pirelli Pzero RunFlat ขนาด275/40 R20 ในล้อหน้า และ 315/35 R20 ในล้อหลัง กว้างระดับเดียวกับ Supercar หลายๆรุ่นเลยทีเดียว

ไม่เพียงแค่ชุดแต่งที่นำมาเสริมหล่อเท่านั้น X5 xDrive40e 

นั้นยังมาพร้อมกับช่วงล่างแบบ Adaptive M Suspension ซึ่งสามารถปรับความแข็งอ่อนช่วงล่างได้ตามความเร็ว
ของรถหรือลักษณะการทิ้งโค้ง สามารถล็อคให้ทำงานแบบ Sport ได้ตามโหมดการขับขี่

(สำหรับX5 40E ที่นำมาทดสอบ ช่วงล่างด้านหลังจะเป็นแบบถุงลม พร้อมระบบAuto Self-leveling ช่วยในการยกความสูงก้นรถอัตโนมัติ)
สำหรับX5 xDrive40E ที่นำมาทดสอบ ช่วงล่างด้านหลังจะเป็นแบบถุงลม พร้อมระบบAuto Self-leveling ช่วยในการยกความสูงก้นรถอัตโนมัติ 

x5 re p7

เมื่อเปิดประตูรถเข้ามานั้น จะพบกับชุดพวงมาลัยและคอนโซลถูกตกแต่งแบบ M Sport

เครื่องเสียง Harman Kardon หน้าจอ Command แบบกว้าง 10.25นิ้ว มาพร้อม iDrive Touch Controller
ที่สามารถเขียนตัวอักษรเวลาป้อนข้อมูลต่างๆเข้าระบบแทนการกดได้เพียงปลายนิ้ว

และระบบนำทาง Navigation แบบ Professional แสดงผลการจราจรแบบ Real-time เพื่อช่วยแนะนำคนขับในการเลือกเส้นทางให้คุ้มค่ากับการใช้พลังงานที่สุด

x5 re p8

x5 re P9.5

(ในบ้านเราอาจจะช่วยได้นิดหน่อย เพราะเวลาเร่งด่วนท้ายสุดก็แดงทุกสายอยู่ดี )
ในบ้านเราอาจจะช่วยได้นิดหน่อย เพราะเวลาเร่งด่วนท้ายสุดก็แดงทุกสายอยู่ดี

ตัวเบาะคู่หน้าเป็นเบาะหนังแท้ แบบDakota Sport ปรับไฟฟ้าสามแบบหลักๆ ขึ้น-ลงแค่ตัวเบาะ แต่ปรับมุมเงยเบาะไม่ได้ เลื่อนหน้า-หลัง และเอน ทั้งยังปรับความยาวเบาะเพื่อ Support  เข่าและระบบดันหลังแบบเลือกตำแหน่งให้ตรงจุดได้ พร้อมMemory Seat 2 ตำแหน่งสำหรับคนขับ

x5 re p10

ส่วนของเบาะหลังนั้น กว้างขวางตามขนาดตัวรถ ผู้ใหญ่ไซส์ปกติสามารถนั่งกันสามคนได้แบบสบายๆ
จุดที่น่าเสียดายคือ ตัวเบาะหลังไม่สามารถปรับเอนหรือเลื่อนขึ้นลงได้ แต่สามารถพับแยกกันแบบ 40:20:40 แทน

x5 re p11

เครื่องปรับอากาศ สามารถแบ่งได้มากถึง 4 โซน! ด้านหน้าสองฝั่ง ด้านหลังสองฝั่ง พร้อมช่องแอร์ด้านหลัง
เรื่องที่ยังสงสัยอยู่ว่าเป็นเหมือนกันทุกคันหรือไม่ ก็คือเสียงของคอมเพรสเซอร์แอร์รถเวลาทำงานเสียงค่อนข้าง
น่ารำคาญคล้ายเสียงปัตตาเลี่ยนไฟฟ้าที่ใช้ตัดผม จะได้ยินชัดเจนมากเวลาคลานช้าๆปิดเครื่องเสียง
และในขณะที่รถอยู่ในโหมด EV

x5-re-air1

หากบรรยากาศชีวิตในรถช่วงกลางวันดูจืดไปในสายตาคุณ รอให้พระอาทิตย์ตกดินเสียก่อนครับ
คุณจะพบความงดงามอลังการยิ่งขึ้นไปอีก

x5 re s1

การตกแต่งภายในห้องโดยสารของ X5 xDrive40e นั้นได้ซ่อน LED Ambient Light ไว้ สามารถเลือกปรับเปลี่ยนโทนสีหลักๆได้ 3โทน โดยเข้าไปเลือกได้ผ่านชุดควบคุมจอ iDrive โทนต่างๆ แต่ยังไม่สามรถตั้ง Auto
เพื่อเปลี่ยนโทนเรื่อยๆได้ นับว่าเป็นลูกเล่นเก๋ๆที่เพิ่มบรรยกาศค่ำคืนของห้องโดยสารรถได้เป็นอย่างดี

x5 re s2

x5 re s3

x5 re s4

ส่วนของพื้นที่เก็บของด้านหลัง หลังจากที่เราเปิดก้นเต็มๆทั้งบานฝาท้ายบนและบานฝาท้ายชิ้นล่างลงแล้ว
จะพบกับพื้นที่ขนาดใหญ่ หุ้มไปด้วยพรมสีดำนุ่มๆน่านอน ขนาดความจุ 500 ลิตร หรือ 1,720 ลิตร
เมื่อพับเบาะเพิ่ม

ถ้าคุณผู้อ่านตาไวอาจสังเกตได้ว่าทำไมเนื้อที่จุด้านหลังมันน้อยพอๆกับ X1 ก็ไม่ผิดครับ แต่อย่าลืมนะครับว่านี่คือรถ Plug-in Hybrid ที่ต้องมีการเผื่อที่ไว้สำหรับแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า

x5 re p12

x5 re p13
เอาตามความเป็นจริง 500 ลิตรนี่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเก็บสัมภาระสมาชิกครอบครัวในการเดินทางไกล

เมื่อเราเปิดใต้พรมนุ่มๆของที่เก็บของฝาท้ายขึ้นมานั้น เมื่อเปิดมาระดับแรก จะพบกับที่อยู่ของตัว Adapter ชาร์จไฟ
ที่ติดมาให้สำหรับเจ้ายักษ์ X5 xDrive40e คันนี้เป็นมาตรฐาน พร้อมกับชุดอุปกรณ์คู่มือของตัวรถ
และชุด First Aid Kit ด้านข้างซ้ายบนที่เก็บของ และในส่วนพื้นที่ถัดลงไปอีกนั้น เป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่
Lithium-ion ที่เอาไว้เก็บพลังไฟฟ้าคอยป้อนให้รถไว้ใช้ขับเคลื่อนหรือเสริมพลังสำหรับ E-Boost

x5 re p14

x5 re p20
สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากการเป็นรถ Plug-in Hybrid คือความประหยัด

BMW X5 xDrive40e Plug In Hybrid นั้นสามารถชาร์จไฟฟ้าจากอแดปเตอร์ที่ติดมากับตัวรถ สามารถเสียบไฟฟ้าบ้านชาร์จได้คล้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าปกติ หรือชาร์จไฟจาก BMW iWallbox ที่สั่งพิเศษมาติดที่บ้านหรือออฟฟิศได้เช่นเดียวกัน
มีข้อแม้อย่างเดียวคือ ห้ามต่อผ่านปลั๊กพ่วงครับ (เพราะตัวปลั๊กพ่วงอาจร้อนและไหม้ได้)สายไฟของชุดอแดปเตอร์ที่ให้มานั้นก็ยาวเพียงพอระดับหนึ่งแล้ว

x5 re p17

x5 re p21

ไม่เพียงเท่านั้น BMWได้เคลมมาว่า X5 xDrive40e นั้น สามารถวิ่งเป็นระยะทางได้ไกลสูงสุดถึง 31 กิโลเมตร   และสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในโหมด Max eDrive ซึ่งเป็นโหมดที่จะจัดสรรให้
รถใช้แต่พลังงานไฟฟ้าล้วนในการเคลื่อนที่เพียงอย่างเดียว จากที่ลองขับดูบนถนนจริง โหมด Max eDRIVE
สามารถใช้ความเร็วได้สูงถึง120 จริงตามที่เคลมครับ แต่อาจจะต้องใช้ความพยายามซักหน่อยสำหรับการเร่งจาก 110 ไป 120

ส่วนระยะทางที่สามารถใช้ได้จริง ต่อการชาร์จไฟ1ครั้งเต็ม สามารถใช้ได้ประมาณ 20-25 กิโลเมตร
แล้วแต่ความเร็วที่ใช้ หากใช้ความเร็วที่ต่ำเช่นคลานๆ20-40 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้นแม้หน้าจอจะขึ้นระยะทางที่วิ่งได้
เป็น – – – แล้วแต่ยังคงประคองๆเลี้ยงมาได้อีกประมาณ1กิโลเมตร แบตเตอรี่จะลดลงเหลือ 2% และระบบไฮบริด
จะเริ่มสั่งเครื่องยนต์ให้ทำงานป้อนไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เป็นการด่วน

(อันที่จริงถ้าเริ่มชาร์จไฟกลับตอนที่แบตเตอรี่มีประจุเหลือสัก 10% ได้ก็น่าจะดี ไม่ต้องรอให้เหลือน้อยขนาดนี้)
ดังนั้นไม่ต้องห่วงครับ กล่องอิเล็กทรอนิกส์ฉลาดพอที่จะบริหารกำลังไฟ ไม่ต้องกลัวว่าวิ่งไปแล้วรถจะดับ

x5 re p19

ระยะเวลาการชาร์จไฟฟ้าสำหรับอะแดปเตอร์ติดรถต่อไฟบ้านนั้นอยู่ที่ประมาณ 3.5-4 ชั่วโมง สามารถดูเวลาชาร์จเสร็จหรือระยะทางที่สามารถแล่นได้สำหรับการชาร์จครั้งนี้ ได้จากหน้าปัดรถยนต์

x5 re p18

BMW รุ่นใหม่ๆที่ขายในปัจจุบันนั้น สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้หลายแบบ X5 xDrive40e ก็เช่นกัน เพราะนอกจากจะมีสวิตช์สำหรับปรับการทำงานโหมดไฮบริดแยกออกมาต่างหากแล้ว ก็ยังมีโหมดการขับขี่มาตรฐานแบบของ BMW ได้แก่ Eco Pro, Comfort, Sport และ Sport +

x5 re p23

เมื่อเรา Start รถขึ้นใหม่ทุกครั้ง รถจะเริ่มต้นให้ที่ไว้ในโหมด Comfort ซึ่งพวงมาลัยและช่วงล่างจะถูกปรับให้ผู้ขับรู้สีกนุ่มและผ่อนคลาย พวงมาลัยรถความไวจะคงเดิมแต่น้ำหนักจะเบาลง เกียร์จะทำงานตามปกติ

แต่ในโหมด ECO PRO รถจะเน้นเพื่อให้ประหยัดพลังงานสูงสุด คันเร่งและเกียร์จะถูกทำให้ทำงานนุ่มนวลเน้นการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ความเย็นจากระบบปรับอากาศก็จะถูกลดทอนลง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเวลาขับกลางแดดจ้าช่วงกลางวัน

x5 re p24

กลับกันกลับในโหมด Sport ช่วงล่างรถจะแข็งขึ้นเล็กน้อย พวงมาลัยความไวอัตราทดพวงมาลัยนั้นจะเท่ากันกับ ในโหมด Comfort แต่น้ำหนักความตึงมือนั้นจะมีมากขึ้นกว่าเดิม เกียร์จะมีการหน่วงเอาไว้ที่เกียร์ต่ำ รอบเครื่องจะอยู่ในย่านที่พร้อมพุ่งแต่ไม่สูงมากจนเกินไป

ในขณะที่โหมด Sport + นั้นเหมาะสำหรับสายโหดเน้นการควบคุมตัวรถเอง รถจะปิดการทำงานของระบบ DSC
เพื่อปล่อยให้คนขับควบคุมได้อย่างอิสระ เหมาะกับการลงสนามมากกว่าบู๊บนถนน ที่คาดเดายากและเสี่ยงภัยจากสิงสาราสัตว์

นอกจากนี้ หากคุณชอบช่วงล่างและพวงมาลัยในโหมด Sport แต่ไม่ชอบการที่ให้เครื่องคารอบไว้สูง ก็สามารถใช้
ฟังก์ชั่น iDrive เข้าไปปรับค่า Settings ของรถได้ว่าจะเอาเฉพาะช่วงล่างแข็ง พวงมาลัยหนืด หรือเอาช่วงล่างแข็ง พวงมาลัยหนืดและปรับนิสัยการเปลี่ยนเกียร์ไปด้วย

x5 re p22

สวิตช์ของเล่นข้างคันเกียร์นั้นยังมีปุ่มต่างๆได้แก่ เบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Brake Hold ซึ่งช่วยคาเบรกไว้เวลารถติด คนขับสามารถใส่เกียร์ D ไว้โดยที่ไม่ต้องเหยียบเท้าคาแป้นค้างไว้ พอรถเคลื่อน ก็แค่กดคันเร่งเบาๆ ออกตัวไปพอรถหยุด ก็แค่เหยียบเบรกค้างไว้สักพัก ระบบ Auto Hold ก็จะทำงานให้อีกครั้งจนกว่าคุณจะกดปุ่มปิด

นอกจากนี้ก็ยังมีปุ่มHill Descent Control ช่วยคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน และระบบ Parking Assistant ทำงานร่วมกับกล้องSurround view ที่สามารถมองรอบรถได้ทั้งคันผ่านจอ

x5 re p25

x5 re p26
ไฮไลท์สำคัญ สำหรับ X5 xDrive40e นั้นคือปุ่มเล็กๆที่ชื่อว่า eDrive

ในรถตระกูล Plug-in Hybrid หรือตระกูล i ของBMW นั้นสามารถเลือกโหมดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าได้แบ่งออกเป็นสามโหมด

โหมดแรกนั้นคือโหมด AUTO eDrive ซึ่งเป็นค่าประจำมาตรฐานของรถ โดยทุกครั้งที่สตาร์ทรถ มันจะกลับเข้ามาอยู่ในโหมดนี้ สมองกลที่คุมระบบไฮบริด จะจัดสรรพลังงานเองอัตโนมัติ เมื่อคลานในเมือง หรือวิ่งแบบไม่ได้กดคันเร่งแรงมากนัก มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาทำงานจนเมื่อไฟของแบตเตอรี่รถ เหลือราว 2-8 % รถจึงจะเริ่มชาร์จไฟฟ้ากลับโดยใช้แรงจากเครื่องยนต์

MAX eDRIVE โหมดเครื่องยนต์อู้งาน ระบบจะใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะกดคันเร่งแรงแค่ไหน มอเตอร์ไฟฟ้าจะรับหน้าที่ดูแลเป็นหลัก เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่รถติด เพราะจะสามารถวิ่งได้ไกลกว่าหากใช้ความเร็วต่ำลัดเลาะไปมาในเมืองหรือตามซอย

โหมด SAVE BATTERY ระบบจะสั่งให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่ตลอด และจะพยายามชาร์จไฟให้แบตรถอยู่เรื่อยๆ แต่เจ้าของรถต้องเข้าใจด้วยว่า เมื่อเครื่องยนต์ติดและแถมยังต้องปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ ช่วงเวลานั้นรถจะกินน้ำมันมากกว่าปกติ จากการทดลองเวลาวิ่ง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถ้าเครื่องยนต์ติด แต่ไม่มีการชาร์จ

Fuel Consumption Meter จะโชว์ค่าประมาณ 10-10.5 กิโลเมตร/ลิตร แต่ถ้าเครื่องติดและชาร์จไฟกลับด้วย ตัวเลขจะลดลงเหลือ 8.9-9.5 กิโลเมตร/ลิตร

x5 re p27

x5 re p28

x5 re p29

Engine and Drivetrain

สำหรับความรู้สึกที่ได้จากการขับขี่และความคล่องตัว หลังอยู่ร่วมกันมา1คืน1วันกับระยะทางกว่า300 กิโลเมตร
ทำให้ได้รู้ว่า หัวใจแม้จะเล็กแต่เป็นหัวใจที่แอบซ่อนพลังไว้และขยัน

ขุมพลังที่สถิตอยู่ใน X5 xDrive40e มีขนาด 2.0 ลิตรTwinPower Turbo จะผนวกกับอิทธิฤทธิ์ของมอเตอร์ไฟฟ้าพลังเสริมที่มาจากระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า หรือ eBOOST โดยที่เมื่อ 2 ระบบทำงานร่วมกันแล้ว มันจะสามารถสร้างแรงร่วมกันได้ถึง 313 แรงม้า! และแรงบิดสูงสุดของระบบ 450 นิวตันเมตร น่าตื่นตาตื่นใจกว่าที่คิดไว้มาก ถ้าคุณเที่ยวไปบอกคนที่ไม่ประสีประสาเรื่องรถว่า X5 ร่างยักษ์คันนี้ใช้เครื่องความจุแค่ 2.0 ลิตร แล้วพาเขามาลองนั่ง แบบกระแทกคันเร่งจากจุดออกตัว รับรองว่าไม่มีใครเชื่อคุณแน่นอน มอเตอร์ไฟฟ้ามีข้อดีที่สร้างแรงขับได้มหาศาลตั้งแต่มันเริ่มหมุน

ดังนั้นพอเอามาใช้กับรถเครื่องเบนซินเทอร์โบมันจึงสามารถดีดตัวออกได้ทันที ปิดกลบข้อเสียของเครื่องเทอร์โบที่มีอาการรอรอบจนหายเป็นปลิดทิ้ง ปล่อยพลังเครื่องยนต์และมอเตอร์มาใช้กันได้เต็มที่ เสียงเครื่องยนต์ในตอนปลาย
ลากยาวจนถึง 7000 รอบ ก็เพราะใช่ย่อย

x5 re p31

(กราฟพลังแรงม้า แรงบิดของทั้งระบบรถจะเห็นได้ว่า แทบทุกช่วงของรอบเครื่องรถ มีพลังตลอด ไม่แปลกใจที่รถจะขับได้คล่องตัวมากๆ)
กราฟพลังแรงม้า แรงบิดของทั้งระบบรถจะเห็นได้ว่า แทบทุกช่วงของรอบเครื่องรถ มีพลังตลอด ไม่แปลกใจที่รถจะขับได้คล่องตัวมากๆ

พูดง่ายๆว่าต่อให้เป็นรถ Plug-in Hybrid ตัวโต BMW ก็ไม่ลืมเรื่องความสนุกในการขับแน่นอน เนื่องจากจริงๆแล้ว
จุดประสงค์หลัก สำหรับการทำ Plug-in Hybrid หรือตระกูล iPerformance ของ BMW นั้นไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความประหยัดอย่างเดียว BMW ยังมุ่งเน้นไปที่ Performance ของตัวรถเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็น BMW ที่มี Passion ในด้านการขับสนุกตลอดมาของค่าย

ตัวเลขอัตราเร่งนั้น BMW ได้เคลมเวลา 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาที่ 6.8 วินาที แต่จากการจับเวลา สั้นๆ สภาพอากาศเมืองไทยและน้ำมันบ้านเรา นั่งในรถสองคนรวมกันประมาณ 100 กิโลกรัม ตัวเลขที่ได้อยู่ประมาณ 7.4 วินาทีถือว่าSAV ร่างยักษ์มาดครอบครัวคันนี้สามารถวิ่งไล่เหล่า Hot Hatch ที่ว่าเครื่องแรงขับมันส์ทั้งหลายได้สบายก็แล้วกันเวลาเดินทางต่างจังหวัดก็สบายหายห่วงเพราะวิ่งตามรถช้าอยู่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง พอมีจังหวะแซงสั้นๆ กดคันเร่งเต็มค้างไว้แค่ 5 วินาที คุณก็วิ่งอยู่ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว บนท้องถนนเมืองไทย คงมีรถใหญ่ขนาดนี้และเร็วขนาดนี้ไม่กี่รุ่น และถ้ามี มันก็น่าจะแพงกว่า X5 คันนี้สองเท่าตัวหรือมากกว่า แล้วความแรงนี้ยังมาพร้อมกับการปล่อย CO2 แค่ 78 กรัม/กิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดของ BMW พอเห็นภาพไหมล่ะครับว่าเครื่องเล็กๆพอมีเทอร์โบและมอเตอร์ไฟฟ้ามันสำแดงเดชได้ร้ายกาจขนาดไหน

มีคลิปทดสอบสั้นๆ ลองมาให้ชมกันครับ

มาถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่ามอตอร์ไฟฟ้าช่วยแรงรถขนาดนี้
แล้วถ้าแบตลดลงเหลือ30-2% แรงของมอเตอร์ไฟฟ้าจะลดลงเหมือนค่ายรถญี่ปุ่นบางค่ายมั้ย?

คำตอบคือไม่ เพราะไม่ว่าแบตจะมากจะน้อยเพียงใด แรงที่ได้จากมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้ลดตามจำนวน% จะมีแค่ หากตอนที่เราบู๊มากๆติดต่อกัน จนระบบรถชาร์จไฟกลับไปไม่ทันเพียงพอใช้ในการบู๊ซิ่ง จนแบตเตอรี่ รถลดฮวบ
เหลือ 2% พลัง eBOOST จากมอเตอร์ไฟฟ้านั้นจะมลายหายไป ระบบรถจะไม่ยอมให้ไฟฟ้าหมดเกลี้ยงจากแบตเตอรี่เครื่องยนต์จะเข้ามาทำงานเป็นพระเอกเพียงคนเดียว และแน่นอนเมื่อพระเอกขาดมือขวา ย่อมสามารถทำงานต่างๆได้น้อยลง เมื่อไฟลดลงจะเหลือ 2% นั้น เมื่อนั้น X5 xDrive30d รุ่นก่อนหน้า ก็วิ่งทำความเร็วเฉือน X5 xDrive40e ไปได้เหมือนกัน

เกียร์อัตโนมัติแบบ 8 จังหวะ ส่งกำลังลงล้อ ผ่านระบบ xDrive อันเป็นสัญลักษณ์ของระบบ ขับเคลื่อน 4ล้อ
ของ BMW สามารถเล่นโหมดเปลี่ยนเกียร์ได้จาก Paddle Shift หลังพวงมาลัย หรือตบจากคันโยกเกียร์ก็สามารถ
ใช้ โหมด +/- ได้เหมือนกัน ส่วนตัวคิดว่าระบบเกียร์ในโหมดปกตินั้นฉลาดเพียงพอ และทำงานได้ว่องไวกว่าการกระดิกนิ้วเพิ่อตบเกียร์ลงของคนขับเสียอีก เห็นทีการกดมิดแล้วปล่อยรถจัดการเองจะไปได้เร็วกว่าในเส้นทางปกติ     แต่มีโหมด +/- ไว้ก็เหมาะสมสำหรับเส้นทางภูเขา

x5 re p32
หน้าจอสำหรับการ Off Road xDrive เล็กๆ สามารถโชว์องศา ความชันและเข็มทิศของรถได้

ช่วงล่างและพวงมาลัย ในโหมดการขับ COMFORT ในทางที่เรียบสนิทนั้นจะนุ่มกลางๆให้ความมั่นใจได้โอเค
สิ่งที่จะทำให้เสียความมั่นใจเวลาขับเร็วนั้นเห็นจะเป็นพวงมาลัยที่น้ำหนักเบาแต่อัตราทดไม่ได้แปรผันทำให้น้ำหนัก
จะเบาไปซักนิดสำหรับพวงมาลัยที่ไวเช่นนี้ และช่วงล่างหลังเมื่อเจอทางที่ไม่เรียบดีนัก จะมีอาการโคลงและยวบยุบ จากถุงลมมากเกินไปหน่อยในระยะยุบแรกๆ แอบทำให้น่าเวียนหัวหากใช้บนที่ถนนที่มีลูกคลื่นเยอะ

แต่เมื่อใช้โหมด Sport ทุกสิ่งดูเหมือนจะดีขึ้น พวงมาลัยที่ไวไปนิดสำหรับน้ำหนักก่อนหน้านั้น จะมีน้ำหนักหน่วงมือเพิ่มขึ้น ในระยะหักแรกๆจะเหมาะกับความไวมากขึ้นกว่าในตอนแรก ช่วงล่างเฟิร์มขึ้นกว่าเดิม อาการโคลงตัวของตัวรถในโหมด COMFORT นั้นจะหายไป ช่วงล่างจะแข็งขึ้นเล็กน้อยมากๆ แต่ผลลัพธ์ เวลาบู๊หรือเล่นโค้งต่างๆนั้นจะมั่นใจกว่าเยอะจริงๆเพราะตัวรถด้านหลังเอียงน้อยกว่า

x5 re p16
แม้จะวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูง ระดับ 180-190 รถก็ยังคงความนิ่ง โค้งหักศอกบางโค้งดูเหมือนเข้าไปช้า แต่มองดูหน้าปัดความเร็วอีกที เข้าไปเร็วจนน่ากลัวเหมือนกัน

แป้นเบรกควบคุมกะระยะได้ง่าย มีน้ำหนักที่ดีทั้งในความเร็วต่ำและสูงแม้จะเป็นแป้นเบรกไฟฟ้าก็ตาม การหน่วงความเร็วจาก 190-120 นั้นทำได้ตามเท้าสั่ง ขับที่ย่านความเร็วต่ำก็เบรกได้นุ่มนวลไม่หัวทิ่มจนน่ารำคาญ

อัตราสิ้นเปลื้องเชื้อเพลิงเหมือนจะประหยัดแต่ก็ไม่ได้ประหยัดอย่างที่คาดหวังไว้ หลังจากที่ ทีมงาน Bimmer-th
เราได้ร่วมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับ BMW X5 xDrive40e คันนี้มาร่วม 3 วัน ตัวผมได้ขับออกจากกรุงเทพไปถึง
อำเภอศรีราชา ชลบุรี ระยะทางทั้งทริปรวม 368 กิโลเมตร ขับแบบตามใจเท้า ใช้ความเร็วในหลายๆย่านความเร็ว
และคลานๆ ชมสวนสัตว์เปิดในระแวกนั้นอยู่ 3 ชั่วโมง จนกลับกรุงเทพนั้น

ผลจากคอมที่ได้

x5 re p30

12.3 l/100km หรือ 8.13 กิโลเมตรต่อลิตร

และถังที่สองนั้นได้ทดลองผ่านย่านรถติด ทั้งวิ่งออกเมืองไปแถบบางแสน แล้วกลับกรุงเทพ

รวมระยะทาง 297.6 กิโลเมตร หารเติมน้ำมันกลับมา 35.86 ลิตร = 8.29 กิโลเมตรต่อลิตร ทั้งสองถังนั้น ต้องทำ *ไว้ว่าขับกันแบบฉบับตามเท้า มีลองอัตราเร่งและใช้ความเร็วในหลายๆย่านไม่ได้ขับคงความเร็วเดิมเรื่อยๆแต่อย่างใด

x5 re p3

บทส่งท้าย

แม้จะกินจุกว่าที่คาด แต่ก็ขับสนุกกว่าที่คิด!! BMW X5 xDrive40e นั้นแม้จะมีขนาดตัวถังที่ใหญ่ แต่เมื่อคุ้นชินรถ จะพบได้ว่าตัวรถนั้นคล่องตัวมากๆ และขับสนุกแบบลืมขนาดตัวเอง การออกแบบตัวรถที่ไม่ได้เหมือนหลุดมาจากโลกอนาคตแบบล้ำโลกไปไกลนัก แต่เป็นการออกแบบที่มีเสน่ห์มีพลัง+ความอลังการที่ไม่ได้ตั้งใจมาอวดใครแฝงอยู่

ถ้าคุณกำลังหา SUV ซักคัน ที่มี ระหว่างความสบาย ความหรูพอประมาณค่อนไปทางสปอร์ต BMW X5 xDrive40e คันนี้คือส่วนผสมทีลงตัวทีเดียว ในขณะที่ราคา รถ ณ วันที่เขียนบทความนี้อยู่ที่ 5,399,000 บาท แม้จะต้องเพิ่มเงินเยอะจากตัวรุ่นดีเซล sDrive25d ปกติ แต่ถ้าหากมองว่าคือการซื้อเทคโนโลยีรถของรถยนต์ในโลกยุคใหม่ที่ได้ทั้งพลังแรงมหาศาล เสียงการทำงานของเครื่องเบนซินที่เงียบกว่าดีเซล และได้ความประหยัดเวลาขับในเมืองเป็นระยะทางไม่เกิน 30 กิโลเมตรผลลัพธ์เมื่อมองกลับมาก็มีความคุ้มค่าในแง่ความรู้สึกและการใช้งานจริง

และอย่าลืมว่าราคาของรถที่เพิ่มมาจากรุ่น sDrive นั้น ความแตกต่างไม่ได้มีแค่ขุมพลัง แต่ยังรวมถึงของเล่นปลีกย่อยอีกหลายอย่าง

ถึงแม้เราจะรักกลิ่น น้ำมัน และเสียงเครื่องยนต์ 6 สูบมากแค่ไหน แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ ว่าในอนาคตอันใกล้นั้น กำลังจะเป็นยุคของรถไฟฟ้า ที่นับวันเครื่องยนต์ความจุขนาดใหญ่จะฟังดูเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ขึ้นทุกวัน และนั้นเองจะเป็นวันที่ SUV ที่ตัวใหญ่ จะขับสนุก โดยไม่ต้องแวะปั๊มน้ำมันบ่อยอย่างที่เคยในอดีต

dsc00146

ขอขอบคุณ 

BMW Thailand

บทความโดย

ธิติพัทธ์ หิรัญบวรทิพย์


สงวนลิขสิทธิ์เนื้อหาถ้อยคำรูปภาพในบทความโดยผู้เขียนและเว็บไซต์ bimmer-th.com
กรุณาขออนุญาตก่อนนำไปใช้ 

Comments

comments